วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มาทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับบริโภค สูตรป้าเช็งกันเถอะ


สวัสดีครับ หลังจากหายหน้าไปเป็นเดือน วันนี้ผมขอชวนท่านผู้อ่าน มาทำน้ำหมักชีวภาพ สำหรับบริโภค สูตรป้าเช็งกันครับ โดยผมได้สูตรมาจาก เว็บลักษณะนามดี ที่เสนอแนะวิธีทำ หรือจะไปดูข้อมูลได้ที่เว็บของป้าเช็งเองได้เลย ส่วน วีดีโอนั้น ชมได้ที่นี่ครับ

วิดีโอสอนการทำน้ำหมักของป้าเช็ง

โดยผมจะแนะนำการหมักโดยใช้สูตรของป้าเช็ง แต่มีการพลิกแพลงตามสไตล์ของผมเองครับ เพื่อความสะดวก ความปลอดภัย และได้ผลจริง

อุปกรณ์ที่ใช้
1. ถังพลาสติก 50 ลิตร
2. ถุงพลาสติกขนาดใหญ่
3. ขวดโออิชิ หรือขวดพลาสติกชนิดใดก็ได้ที่หนา ๆ หน่อย
4. หนังยาง

ส่วนผสม
1. น้ำตาลทรายแดงป่น หรือที่เรียกว่าโอทึ้ง หรือฝรั่งเรียก browns sugar  ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าน้ำตาลทั่วไป 1 ส่วน (5ลิตร)
2. ผลไม้ 3 ส่วน (15ลิตร) (ผลไม้ได้แก่ มะขามป้อม ลูกยอ บอระเพ็ด สมอ ลิ้นจี่ ลำใย) หรือผลไม้อื่น ๆ ที่มีตามฤดูกาล
3. น้ำบริสุทธิ์ไม่มีคลอรีน 5 ส่วน (25 ลิตร)

วิธีหมัก
1. ผสมน้ำและน้ำตาลทรายแดงป่นตามส่วนข้างต้น ละลายเข้าด้วยกัน
2. นำผลไม้ล้างน้ำสะอาดและผึ่งให้แห้งสนิท (ห้ามโดนแดดจัด) เสร็จแล้วหั่นผลไม้ ให้ได้ขนาดที่พอเหมาะ ส่วนสมอและมะขามป้อมให้ใช้ทั้งลูกได้เลย
3. นำถุงมารองในถังหมัก 2 ชั้น แล้วเทน้ำตาลทรายที่ผสมน้ำแล้ว และผลไม้ตามส่วนเข้าด้วยกัน แล้วมัดถุง ตามรูป
4. กดผลไม้ให้จมทุกวัน เพื่อกันส่วนบนขึ้นรา เป็นเวลา 1 เดือน แล้วต่อไปให้กดเดือนละครั้ง ก็พอ ต่อไปผลไม้จะจม และจะเกิดน้ำพลาสมา คือน้ำใส
5. เมื่อเกิดฝ้าขาวนิ่งแล้วจึงปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ ซึ่งส่วนนี้จะกลายเป็นวุ้นในโอกาสต่อไป (ฝ้าขาวไม่มีโทษ ฝ้าดำมีโทษ)
6. เมื่อหมักผลไม้ทุกอย่างครบ 6 เดือนแล้ว ให้ดูดน้ำผลไม้มากหมักรวมกันอีกเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 1 ปี จึงนำมาบริโภคได้ ส่วนถังเก่าก็ให้เติมน้ำและน้ำตาลตามสูตร และหมักเหมือนเดิมต่อไป สามารถเติมได้เรื่อย ๆ

คำแนะนำเพิ่มเติม

1. ถังที่ใช้ จะเป็นถังชนิดใดก็ได้ แต่ต้องมีถุงพลาสติกสำหรับใส่อาหาร รองข้างใน 2 ชั้น เพื่อ
1.1 ป้องกันหนอนเข้า
1.2 ป้องกันน้ำหมักกัดถัง
1.3 สามารถมัดปากถุงคล้าย ๆ กับแอร์ล็อคที่ใช้ในการบ่มไวน์ได้ (ดูรูปประกอบ)

2. ถ้าจะใช้ถังหมักโดยไม่มีพลาสติกรอง ต้องเป็นถังที่บรรจุอาหารบริโภคได้เท่านั้นสังเกตุที่สัญลักษณ์ เลข 5 มี สามเหลี่ยม ล้อมรูป หรือ สังเกตุ สัญลักษณ์ PP หรือHDPE  หรือดูที่ถังที่กำกับว่าใช้บรรจุอาหารบริโภคได้ ส่วนถังบรรจุของทั่วไปห้ามนำมาหมัก เพราะน้ำหมักจะเป็นกรดจะไปกัดเม็ดพลาสติกและเม็ดสีจะละลายออกมา ทำให้เป็นโทษกับผู้บริโภคได้ ถ้าให้ดีที่สุดควรจะเป็น PP สัญลักษณ์เบอร์ 5 เท่านั้น เพราะกรรมวิธีในการผลิตนี้ได้มาตรฐานเดียวกับขวดนมที่ใช้ชงให้ทารกดื่ม


3.สูตรการหมักนั้นมีหลายสูตร ถ้าเป็นห่วงเรื่องเชื้อโรคหรือเชื้อราปนเปื้อนผมขอแนะนำ สูตรนี้ดีกว่าคือ หมัก กับน้ำตาลก่อน 5 ชั้น เป็นเวลา 15 วัน

3.1 ตัวอย่างเป็นบอระเพ็ด ก็ให้หั่นบอระเพ็ดเป็นชิ้นใหญ่ ๆ แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วนำไปผึ่งตามแดดสัก 2-3 ชม. เพื่อให้แห้งสนิท เสร็จแล้วให้นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ว ใส่ลงถัง(ซึ่งมีพลาสติกรองอยู่แล้ว:ต่อไปจะไม่บอกเรื่องพลาสติกรองก็เป็นอันรู้กัน)
นำบอระเพ็ดใส่ลงถังโดยแบ่งเป็น 5 ชั้น ระหว่างชั้นก็ให้ใส่น้ำตาล 1 กก. แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน  ใส่บอระเพ็ดกับน้ำตาลสลับกันไปจนครบ 5 ชั้น จะหมดน้ำตาล 5 กก.พอดี วิธีนี้จะเป็นการกำจัดเชื้อราและจุลินทรีย์ที่เป็นโทษได้ดีเพราะมันทนน้ำตาลเข้มข้นไม่ได้ และจะเห็นน้ำจากบอระเพ็ดเริ่มซึมออกมาเอง(ปล่อยไว้ 15 วัน โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น สบายโก๋!) จากนั้นให้เทน้ำตามส่วนลงไป แล้วกดบอระเพ็ดให้จมทุกวัน คือทำตามสูตรเดิมต่อไป ทีแรกที่ผมลองทำสูตรนี้เพราะผมคิดว่าบอระเพ็ดเป็นยาอยู่แล้ว ไม่จำเป็น ต้องใช้จุลินทรีย์มาช่วยหมัก จึงกล้าลอง แต่เมื่อทำจริง ๆ แล้ว กลับได้ผลดีเกินคาดคิด เพราะยังมีจุลินทรีย์ หลงเหลือมาหมักอยู่ และเป็นจุลินทรีย์ที่ดีด้วย โดยสังเกตุว่า เมื่อหมักไปเป็นเวลา 3 เดือน จะมีรสเปรี้ยวเพิ่มขึ้นมา และจะไม่มีฝ้าขาวเกาะอยู่ที่ ผิวหน้าเลย บอระเพ็ดจะจมลงก้นถัง และเกิดน้ำใส(พลาสมา) สีสวย ๆ อันนี้ชอบมาก ใครเห็นก็เกิดศรัทธา ซึ่งแสดงว่าสามารถนำมาบริโภคได้แล้ว ซึ่งกระบวนการหมักให้ เกิดน้ำใสจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ยิ่งหมักนาน ยิ่งใสขึ้น และยิ่งดีขึ้น

แต่สูตรที่เค้าใช้ทั่วไปคือ นำบอระเพ็ดมาล้างแล้วผึ่งให้แห้งในที่ร่ม(เค้าบอกว่าถ้าผึ่งแดดแล้วจุลินทรีย์จะตาย) แล้วเติมน้ำและน้ำตาลผสมลงไปทีเดียวเลย ผลออกมา คือเกิดฝ้าขาว ซึ่งยังไม่ควรนำมาบริโภค แม้จะหมักเป็นเวลา 3 เดือน แล้วก็ตาม  อาจต้องรอเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลของการหมักแต่ละครั้งอาจจะ ไม่เหมือนกันก็ได้ และความเห็นแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมแล้ว ผมจะสังเกตุว่าน้ำทานได้หรือไม่ได้ตรงที่
1. ไม่มีหนอนในถุงพลาสติก อาจจะมีนอกถุงบ้างไม่เป็นไร
2. เป็นน้ำใส (พลาสมา)
3. ผลไม้จมก้นถัง
4. ยอมให้มีฝ้าขาวได้นิดหน่อยเท่านั้น
5. หมัก 3 เดือนขึ้นไป

3.2 ตัวอย่างกล้วย ผมจะหั่นเป็นแว่น ๆ (บางทีก็ใส่ทั้งลูก) แล้วนำมาหมักในถัง และทำเหมือนบอระเพ็ด เพียงแต่ไม่ต้องนำมาตากแดด เพราะกล้วยมีเปลือกกันเชื้อโรคอยู่แล้ว เมื่อทำแล้วก็ได้ผลดี เหมือนบอระเพ็ดคือ กล้วยจะจมและไม่มีฝ้าขาวเกาะที่ผิวหน้าเลย หมักประมาณ 3 เดือน จะเป็นน้ำใส(พลาสมา) สีทองอำพัน น่าศรัทธามาก แต่ต้องเลือกใช้น้ำตาลทรายแดงป่น  ที่มีสีอ่อน ๆ ด้วย

3.3 ยกตัวอย่างสมอและมะขามป้อม ถ้ามีแต่ลูกดี ๆ ก็ทำตามสูตรไปเลยไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีลูกออกช้ำ ๆ คล้าย ๆ จะเสียแต่ยังไม่เสีย ผมก็ใช้วิธี นำน้ำหมักที่หมักได้ที่แล้วโดยเลือกที่มีความเปรี้ยวมาก ๆ เช่นน้ำหมักจากกล้วย นำมาหมักหมักกับมะขามป้อมเลย ไม่ต้องเติมน้ำตาลและน้ำ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ



ของหมักสมุนไพร ที่ต้องหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ มี บอระเพ็ด  ลูกยอ  กล้วย
ที่ใส่ทั้งลูกคือ สมอ มะขามป้อม




ถุงใหญ่คือน้ำตาลทรายแดงป่น หรือโอทึ้ง
ถุงล่างคือน้ำตาลทรายแดงธรรมดา
ถ้าอยากให้ผลไม้จมก้นถังไว ต้องใช้นำตาลทรายแดงป่น
ถ้าใช้น้ำตาลทรายแดงธรรมดา ผลไม้มักจะลอยอยู่นานกว่า
สาเหตุที่ผลไม้ลอยคือ ยังมีการหมักอยู่ซึ่งในขั้นตอนการหมักที่เปลี่ยนน้ำตาล
เป็นแอลกอฮอลล์นั้น จะมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาด้วย
จึงมีส่วนดันผลไม้ให้ลอย และน้ำจะไม่ใส 
แต่เมื่อไม่มีการหมักในขั้นนี้แล้วจะไม่มีก๊าซคาร์บอนออกมา น้ำจะใส
ตามสูตรต้องใช้น้ำตาลทรายแดงป่นเท่านั้น แต่ผมใช้ผสมกัน
เพื่อให้น้ำออกมาสีสวยและประหยัดนิดหน่อย
การหมักนี้เราใช้จุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ซึ่งมันจะมีการหมักที่หลากหลายมาก
ตามคุณสมบัติของจุลินทรีย์แต่ละตัว ดังนั้นการหมักในแต่ละครั้ง
จะได้ผลไม่เหมือนกัน






เทคนิคการมัดถุง เพื่อให้อากาศเข้าออกได้ แต่หนอนเข้าไม่ได้
โดยใช้ขวดพลาสติกหนา ๆ เช่นขวดชาเขียว ตัดเอาแต่ส่วนบน
วางผ้าขาวบนปากขวด แล้วเอาสำลียัดลงไป แล้วเอาผ้าขาวปิดทับอีกทีหนึ่ง
เสร็จแล้วจึงมัดด้วยหนังยาง




ถังหมักครับ






เทคนิคการถ่ายน้ำหมักออกจากถัง ควรใช้สายยางดูดแบบกาลักน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำขุ่น
 และป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อน
ถ้าหากว่ามีผลไม้ลอยอยู่อาจจำเป็นต้องใช้  ตะแกรงพลาสติกเล็ก ๆ นำร่องลงไปก่อน
เพื่อกันไม่ให้ผลไม้มาอุดตันสายยาง




ภาพในถังหมักกล้วย



น้ำหมักจากกล้วย




ถังหมักลูกยอ

น้ำหมักจากลูกยอ



ภาพในถังหมักลูกสมอ

น้ำหมักจากลูกสมอ






ภาพนี้ไม่ใช่สุรานะครับ แต่เป็น น้ำหมักสูตรป้าเช็ง
ที่ผมหมักเอง โดยอายุผลไม้ต่าง ๆ ก็เฉลี่ย  6 เดือน - 1 ปีครับ
โดยหมักจาก กล้วย บอระเพ็ด ลูกยอ สมอ มะขามป้อม ครับ

ผมลองทานดูแล้วรสชาดขมมากครับ
เค้าว่ามันช่วยปรับสมดุลย์ในร่างกาย
กำจัดเซลล์ที่เสีย ช่วยเสริมสร้างเซลล์ใหม่ให้แข็งแรง
และมีประโยชน์อีกมากมาย ผมก็ทานไปยังงั้นแหละครับ
เพราะผมทานนมบัวหิมะธิเบตอยู่แล้ว ซึ่งก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง 
มีภูมิต้านทานสูงอยู่แล้ว ซึ่งผมก็ไม่เป็นหวัดเลย แม้จะตากฝนบ้างและ
อยู่ใกล้คนที่เป็นหวัดบ้าง

แต่ผมก็คิดว่า ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไร และผมก็ทานด้วย วันละ 1 ช้อนโต๊ะ
อย่างน้อยก็เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้แ่ก่ช้าตายยากครับ
ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ คงต้องดูในระยะยาวครับ

แต่ขอรับรองในเรื่องความปลอดภัยว่า ทานเข้าไปแล้ว
ไม่มีความผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ถ้าำทำถูกวิธีครับ
แต่ผลที่เห็นชัดคือ ทานอาหารอร่อยดีครับ

----------------------------------------------------------------------

หลังจากที่ผมเขียนบทความนี้ ผมได้แจกจ่ายน้ำหมักป้าเช็งนี้ให้กับคนใกล้ชิดทานซึ่งส่วนมากเป็นผู้มีอายุ 40 ขึ้นไป ก็รู้สึกว่า ส่วนใหญ่จะชอบและบอกว่าดีทั้งนั้น ถ้าเป็นสูตรอื่นก็มักไม่ชอบกันเท่าไหร่ รู้สึกว่าสูตรนี้เป็นที่นิยมมาก  และที่เห็นได้คือ มีเรี่ยวมีแรงขึ้น พุงเริ่มยุบ ทานอาหารอร่อย 


36 ความคิดเห็น:

นำขมิ้นมาหมักได้ไหมคะ

หมัก กับน้ำตาลก่อน 5 ชั้น เป็นเวลา 15 วัน ใช้กับ มะขามป้อม ลูกยอ สมอ ลิ้นจี่ ลำใย ได้ไหมครับ

สวัสดีครับ คุณเอ(นามสมมุติ) 7 กันยายน 2555, 7:18
- ผมอ่านนานแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดีน่ะครับ
- ผมยังไม่เคยเห็นใครนำขมิ้นมาหมักเลยครับ
- แต่น้ำส้มสายชูหมัก ที่หมักเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น
สามารถนำสมุนไพรมาดองในน้ำส้มนั้นได้
ไม่ว่าจะเป็น ขิง กระเทียม ฯลฯ แต่ก็ไม่เคยเห็นสูตรไหนดองขมิ้นเลยครับ
(แต่อาจจะมีแต่ผมไม่ทราบก็ได้ครับ)
- คิดว่าขมิ้นคงเป็นยาดีอยู่ในตัวแล้วนะครับ เห็นว่ามีสารต้านมะเร็ง และอนุมูล
อิสระสูงมากครับ
----------------------------------------------------------------------------
สวัสดีครับ คุณบี(นามสมมุติ) 19 กันยายน 2555, 2:17
- การหมักกับน้ำตาลก่อน 5 ชั้นเป็นเวลา 15 วันนั้น
อาจจะทำให้การหมักช้าลงบ้าง เพราะว่าจะหยุดการเจริญเติบโต
ของจุลินทรีย์บางกลุ่มที่ทนต่อปริมาณน้ำตาลสูงไม่ค่อยได้
- แต่การหมักแบบนี้มีความปลอดภัยสูงกว่า เพราะจุลินทรีย์ที่มีโทษจะตาย
เพราะความเข้มข้นของน้ำตาล
และพบว่ามีการปนเปื้อนของเชื้อรา(ฝ้าขาว) น้อยมากครับ
และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จะอยู่ได้ แต่คงจะมีน้อยเพราะมันคงเมาน้ำตาลเหมือนกัน
ซึ่งผมใช้กรรมวิธีนี้กับผลไม้ ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แต่ไม่ถึงกับเน่า
แต่ถ้าผลไม้ที่เกือบเสียเกือบเน่านั้น ผมจะแยกออกมา
และใช้หมักในน้ำส้มสายชูหมักเลยครับ เช่นน้ำหมักกล้วย (ขอบอกเพิ่มเติมครับ)
- ถ้าต้องการจะหมักเป็นน้ำส้มสายชูหมัก สำหรับดองไข่ ไม่แนะนำสูตรนี้
แต่ถ้าหมักเพื่อจะทำน้ำเอนไซม์นั้น ผมแนะนำครับ
- เมื่อหมักถึง 1 ปีนั้น ยาที่ได้จะเหมือนกัน เพราะใช้เวลาหมักนาน
(1 ปีของชีิวิตจุลินทรีย์ถือว่านานมาก)
ขอยกตัวอย่างป่าตามธรรมชาติ ถ้าปล่อยใ้ห้เค้าขึ้นเองเป็นเวลา 100 ปี
โดยมนุษย์ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องไปปลูกอันใดให้เมื่อยทั้งสิ้น
เค้าจะเจริญเติบโตได้เอง (ต้องมีฝนตกด้วย) สารพัดของต้นไม้ครับที่จะขึ้น
ทั้งเถาวัลย์ ไม้ใหญ่ กล้วยไม้ หญ้า พืชหัวต่าง ๆ มีสารพัดสัตว์เต็มไปหมด
และสุดท้าย ก็จะมีฮิวมัสสารอาหารในดินสูงเองครับ ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบนิเวศ
ของธรรมชาติเ้ค้าครับ
- แต่ถ้าคนไปปลูกป่าหวังจะให้ขึ้นไว ไปปลูกไม้ชนิดเดียว
จะทำให้ระบบนิเวศเสียครับ ในดินจะไม่ค่อยมีสารอาหาร
เพราะปลูกพืชไม่กี่ชนิด
- ธรรมชาติเค้ามีกลไกการปลูกป่าอันน่าทึ่งครับ
ถ้าเราทิ้งที่ดินให้รกร้างไว้ สมมุตว่าสัก 10,000 ไร่
ทีแรกก็จะมีหญ้าขึ้น จะสังเกตุเห็นดินจะร่วนขึ้น และเริ่ม
ดำขึ้นครับ ต่อมาก็มีต้นไผ่ขึ้น ซึ่งไผ่จะเป็นการพรวนดินอย่างดี และมีจะมีไส้เดือนสัตว์
อะไรต่อมิอะไรไปอยู่ร่วมด้วย ดูอย่างดินที่เค้าขายสิครับเค้าจะโฆษณาว่า"ดินขุยไผ่"
เมื่อดินอุดมสมบูรณ์จนถึงระดับนึง ไผ่จะออกดอก ซึ่ง
หมายความว่า ดินสมบูรณ์แล้ว ต่อไปไผ่ก็จะตาย เปิดโอกาสให้ไม้ใหญ่
ได้เจริญงอกงามต่อไปครับ และเหล่านี้เป็นการอาศัยวิวัฒนาการและการคัดเลือกเผ่าพันธ์
ที่แข็งแรงของธรรมชาติ ทนแล้งได้ ทนฝนได้ ทนโรค ทนแมลงต่าง ๆ ได้
- เมื่อถึงจุดสุุดยอดแล้ว ไม้ใหญ่จะขึ้นเต็มทั่วอาณาบริเวณ เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์
และเหล่าสัตว์ป่าก็จะอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศนั้นครับ ซึ่งระบบนิเวศตามธรรมชาติ
นั้นต้องการให้สัตว์ และพืชหลากหลายสายพันธ์ อยู่ร่วมกันครับ
- ซึ่งต่างจากระบบนิเวศของมนุษย์ ที่ประสงค์ให้เผ่าพันธ์มนุษย์อยู่สุขสบายเพียงเผ่าพันธ์เดีัยว
- กล่าวไปยืดยาวก็ขอกลับมาที่เดิม คือการทำแบบธรรมชาติ อย่างเช่น
การหมักโดยใช้จุลินทรีย์แบบธรรมชาตินั้นดีที่สุด และการหมัก
ตามสูตรของป้าเช้งคือหมัก มะขามป้อม ลูกยอ สมอ บอระเพ็ด ลิ้นจี่ ลำใย
นั้นเหมาะสมที่สุดครับ แต่ที่ผมอยู่ไม่มีจึงใช้ สับปะรด และกล้วยแทน
ซึ่งก็ได้ผลคล้าย ๆ กันครับ
คือตามหลักจะใช้ มะขามป้อม ลูกยอ สมอ บอระเพ็ด และใช้ผลไม้อีก 2 อย่างครับ
แต่ที่คุณพิมพ์มา ไม่มีบอระเพ็ด ผมเห็นว่าควรใส่ไปด้วยครับ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรครับ
มีแล้วค่อยหมักแยกก็ได้ครับ เพราะบอระเพ็ดนี่ถ้าเจอแล้วจะมีมากทีเดียว เป็น 100 กก.
เลยครับ มันโตไวมากชอบคลุมต้นไม้ใหญ่เช่นมะม่วงครับ
- ผมเคยทำตามวีดีโอของป้าเช็งคือเติมน้ำและน้ำตาลทรายทีเดียวไปเลย
แล้วพบว่ามักมีฝ้าขาวเกิดขึ้น เป็นมากกับบอระเพ็ด
เค้าบอกว่าเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ แต่ยังไงผมก็ไม่ชอบ
และอีกอย่างเมื่อนำไปให้ผู้อื่นแล้วเค้าชอบทัก
จึงหันมาใช้วิธีนี้โดยดูจากยูทูป เรื่อง
การทำน้ำลูกยอหมัก ของบ้านไร่นาเรา (คลิ๊ก)
ทำให้ลดฝ้าขาวไปได้มากครับ และไม่ต้องคนบ่อยด้วยครับ
- แต่ผมก็ยังพบว่าลูกยอที่เก็บมานั้นมักดิบบ้างสุกบ้าง
ดังนั้น ส่วนที่ดิบก็บ่มให้สุกก่อน โดยห่อในถุงพลาสติก ประมาณ 2-5 วัน
แล้วจึงค่อยนำมาหมัก ครับ

หมักแบบสูตรของป้าเช็งเลยค่ะ หมักมาได้หนึ่งปีแล้วค่ะ หมักมะขามป้อม ลูกยอ บอระเพ็ด มังคุด ลำไย กระชาย สมอ อัญชัน มะเฟือง หมักหลายอย่างเลยค่ะ หมักแบบที่ป้าเช็งบอกเลยค่ะ ไม่ได้ใส่ถุงพลาสติกค่ะ เพราะตอนแรกอ่านดูแล้วเค้าบอกว่าสำหรับใช่น้ำบริโภคก็เลยไม่ได้ใส่ถุงพลาสติกลงไป มันจะอันตรายมั๊ยคะ พอมันจมแล้วก็ไม่ได้ไปกดให้จมน้ำอีก แล้วก็ไม่ได้ไปเปิดดูเลยค่ะ แต่ทีนี้เพิ่งจะไปเปิดดูอีกที ปรากฏว่าบางถังมีรามีขาวขึ้นเป็นแพเลยค่ะ เป็นราสีขาว ๆ แบบที่เห็นในน้ำผลไม้ที่เสียแล้วอะค่ะ มีขน ๆ อะค่ะ ไม่ใช่ฝ้าขาวนะคะ แล้วบางถังก็เป็นสีดำ ไม่แน่ใจว่ามันเสียมั๊ยคะ เสียดายมากค่ะ เพราะหมักถังใหญ่เลยค่ะ แล้วหมักมาตั้งหนึ่งปีแล้วค่ะ ไม่อยากเททิ้ง :-( เสียดายอะค่ะ มีวิธีแก้มั๊ยคะ ถ้าต้องการรูปจะส่งมาให้ดูค่ะ เพราะไม่รู้จะไปหาคำตอบจากที่ไหนค่ะ ในเวปของป้าเช็๋งเองก็ไม่เห็นเค้าบอกวิธีแก้เอาไว้อะค่ะ พอจะทราบบ้างมั๊ยคะ ขอบคุณค่ะ

- ผมเห็นที่เค้าหมักส่วนมากไม่คำนึงถึงถังที่หมักกันเลย แต่ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์
ฉบับหนึ่ง มีคอลัมน์เล็กบอกว่า "อย.ออกมาเตือนถึงเม็ดพลาสติกที่ทำขวดนมสำหรับเด็ก
ต้องใช้แบบ pp เท่านั้น ไม่อย่างนั้นแล้ว เมล็ดพลาสติกจะปนเปื้อนออกมา" ถึงแ้ม้ว่า
จะยังไม่ทราบถึงผลกระทบที่แท้จริง แต่ก็ไม่ควรมีพลาสติกปนเปื้อนมาในผลิตภัณฑ์
สำหรับบริโค
- ด้วยเหตุนี้ผมจึงนำบทความนี้ลงบล็อก เพื่อเตือนให้คนที่จะหมักเพื่อบริโภค ถ้าใช้ถัง ที่ไม่ใช่
ถังสำหรับบรรจุอาหาร ควรจะมีถุงพลาสติรอง 2 ชั้น ครับ
- ถามว่ามันจะอันตรายไม๊ ผมก็ไม่ทราบ รู้แต่ว่าเม็ดพลาสติกมันจะปนเปื้อนลงไปครับ
และอาจมีส่วนทำให้เป็นหมัน(ไม่แน่ใจนะครับ)
- ถ้าผลไม้จมแล้ว มีราสีขาวเกาะที่ผิวก็น่าจะใช้ได้ครับ ของผมนั้นมันเกาะน้ำหมักบอระเพ็ดเยอะมาก
ผมอาศัยว่านำน้ำทั้งหมดหมักรวมกันแล้วก็มีบอระเพ็ดรวมอยู่ด้วย ก็มีฝ้าขาวเกาะอยู่
จึงดูดแต่น้ำออกมาใช้ ก็ไม่มีฝ้าเกาะครับ ใช้ได้ แต่กลิ่นมันก็ไ่ม่ดี แต่ทานไปก็ไม่มีปัญหาอะไร
- ถ้าถังไหนที่เป็นราสีดำ ก็คงใช้บริโภคไม่ได้แล้วครับ ผมไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร
เอาไปขัดทองเหลือง ทำน้ำยาล้างห้องน้ำ
หรือจะเติมน้ำตาลจนราดำหายไปเหลือแต่ราขาว ก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า
เพราะหมักไว้นานแล้ว ไม่ได้เปิดดู
ถ้ามีราดำเกิดขึ้นแรก ๆ นั้น เติมน้ำตาลก็จะหายครับ
- บางถังที่ีผมหมักก็มีราเป็นขน ๆ หนา ๆ อย่างคุณว่าเกาะเต็มไปหมด
ผมก็ยังไ่ม่กล้ากิน และไม่กล้าทิ้ง ก็รอข้อมูลอยู่เหมือนกันครับ ปล่อยให้หมักไปก่อน
คิดว่าจะลองตักราออกดูก่อน ก็ยังไม่ได้ตักซักที เพราะผลไม้ในถังนั้นมันยังจมไม่หมดครับ
- แต่บางถังถ้ามีฝ้าขาว ๆ บาง ๆ ก็ทานได้ครับ ไ่ม่เป็นไร

หมักน้ำลูกยอมา2ปีกว่าเอาเนื้ออกแล้วเหลือแต่น้ำหมักต่อมีแผ่นสีขาวๆๆสุดเกิดขึ้น ไม่ทราบว่านำน้ำมาบริโภคได้ไมค่ะ

1. ถ้าเป็นฝ้าขาวบาง ๆ ก็ทานได้ครับ
2. ถ้าเป็นวุ้นน้ำหมัก ก็ทานได้ครับ
ตัวอย่างวุ้นน้ำหมัก(ถ้าใช้ถังพลาสติกสีควรจะมีถุงพลาสติกรอง2ชั้น ขอบอกเพิ่มเติม:)
3. ถ้าเป็นราขาว บาง ๆ ก็พอจะทานได้ครับ (ราดำทานไม่ได้รดน้ำต้นไม้ก็ไม่ได้)
4. ถ้าเป็นราขาว หนา ๆ มีขน ๆ ฟู ผมก็ไม่กล้าทานครับ เก็บไว้รดน้ำต้นไม้ดีกว่า
ผสม 1 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตรครับ รดก็ได้ พ่นก็ได้ ยิ่งเป็นผักยิ่งเห็นผลดีครับ

เคยอ่านข่าวมีการตรวจพบว่าน้ำหมักป้าเช็งมีเชื้อโรคเชื้อราที่เป็นอันตราย อย่างนี้แล้วยังดื่มกันได้หรอคะ

ตอนนี้กำลังหมักแกนสับปะรดอยู่ครับ แต่ศึกษาจากอินเตอร์เนตพบว่ามีสารไนเตรทมากที่แกนสับปะรด จึงอยากสอบถามว่าหากหมักเป็นระยะเวลา 1 ปี สารไนเตรทจะเสื่อมหรือไม่ครับ

- ผลจากการตรวจน้ำหมักป้าเช็ง พบว่ามีเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย(ก็แหงอยู่แล้ว)
ส่วนมากไม่ใช่เชื้อที่ก่อโรคครับ คือเป็นเชื้อที่เป็นมิตรกับคน
แต่ก็มีบ้างที่ปะปนมาที่น่าเป็นห่วงคือตรวจพบเชื้อ
แบคทีเรีย clostridium perfringens
ซึ่งดูจากเอกสารนี้(คลิ๊ก)
หน้าที่ 15
ระบุว่าเชื้อนี้มักเกิดจากกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด
ดังนั้นใครที่จะทำน้ำหมัก ต้องเน้นความสะอาดที่สุดครับ
(ผมเคยดูในคลิปของป้าเช็ง ก็ไม่ไว้ใจการควบคุมความสะอาดของ
ลูกน้องป้าเช็งเหมือนกัน)
- การนำผลไม้ต่าง ๆ มาหมักนั้นทำกันทั่วโลกดังเช่น แอปเปิ้ลไซเดอร์
ดังนั้นสูตรการหมักนี้ไม่น่าจะมีปัญหา ปัญหาอยู่ที่กรรมวิธีการผลิตมากกว่า
คือต้องคำนึงถึงความสะอาดให้มากที่สุด
- แต่ที่ผมทำเมื่อหมักได้ที่แล้ว นำมาทานก็ไม่เกิดอาการท้องร่วงหรือปวดท้องแต่อย่างใด
จึงคิดว่าไม่มีเชื้อตัวนี้ หรือถ้ามีก็เป็นปริมาณที่น้อย
ซึ่งไม่สามารถก่อให้เกิดการท้องร่วงได้
- แต่ยาหยอดตานั้นไม่ควรที่จะมีเชื้อแบคทีเรียอยู่เลย จึงไม่ควรนำน้ำหมักมาหยอดตาครับ
แต่ผมเคยได้ยินมาว่าถ้าจะหยอดตาให้ใช้น้ำฝาถัง แต่ผมก็ไม่เคยลองสักที


- เรื่องสารไนเตรทในสับประรดนั้น ไม่เป็นโทษกับผู้บริโภคนะครับ
เพียงแต่ว่าเมื่อมีมากเกินไปมันจะไปกัดกร่อนกระป๋องที่ใช้บรรจุครับ
ทำให้อายุการเก็บลดลงจาก 3 ปี เหลือเพียงปีเดียว
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้บทความด้านล่าง ผมทำลิ้งค์ไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ
สารไนเตรทตกค้างในสับปะรดมีผลต่อผู้บริโภคหรือไม่
- และผมขอย้อนตอบคำแถมแรกเรื่องขมิ้นนะครับ สามารถนำมาหมักได้นะครับ
ผมเพิ่งเห็นคนหมักเมื่อ 2-3 วันก่อนครับ เค้าหมักมาประมาณ 1 ปี มีวุ้นแล้วด้วย

ผมขายน้ำตาลทรายแดงที่ใช้หมักอยู่ครับตัวเดียวกับป้าเช้ง กระสอบละ50กก. 1500บาทส่งทั่วประเทศสนใจโทร 086-369-1881 เฮียเล็ก

ผมขายน้ำตาลทรายแดงที่ใช้หมักอยู่ครับตัวเดียวกับป้าเช้ง กระสอบละ50กก. 1500บาทส่งทั่วประเทศสนใจโทร 086-369-1881 เฮียเล็ก

ที่บ้านผมหมักหลายถัง+หลายอย่างเลยครับ ตอนนี้ก็ร่วมจะปีเเล้ว กินกันสุขภาพแข็งเเรงทุกท่าน

ต้มก่อนดื่มด้วยนะครับเป็นหว่ง

ตามสูตรแล้ว ไม่จำเป็นต้องต้มนะครับ
ถ้าทำถูกกรรมวิธี
และหมักถึง ๑ ปี แล้ว
จะมีแต่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ครับ

ผมหมักได้10กว่าถังครับ มีหลายอย่าง เช่น ป้อม ยอ หมอ เพ็ด ใย แต่ยังขาดลิ้นจี่ และ มังคุด มะเฟือง มะรุมตอนนี้อายุได้8เดือนแล้ว ทดลองเอามาดื่ม ได้ผลดีครับ ร่า่งกายแข็งแรง ไม่ปวดเมื่อยเหมือนแต่ก่อน

มะไฟ เค้าหมักกันหรือเปล่า แล้วกล้วยต้องปลอกเปลือกเปล่าคะ

ขอถามซ้ำหน่อยนะคะ..พอดีอ่านเเล้วยังงงนิดๆ
สรุปว่าการหมักเเบบเเยกชั้นผลไม้เเละน้ำตาล 15 วัน ก่อนเทน้ำนั้น จะทำให้จุลินทรีย์ไม่ดีตาย จุลินทรีย์ที่ดีเหลือน้อย..เเล้วมันจะเกิดเอนไซม์ได้เทียบเท่ากับการผสมผลไม้/น้ำตาล/น้ำ ทีเดียวหรือไม่คะ
คือเรื่องของเรื่อง ชื่นชมกับการเกิดพลาสม่าใสๆ เเต่ก็ไม่เเน่ใจเรื่องประสิทธิภาพว่าวิธีการหมักทั่งสองเเบบนี้จะเท่ากันหรือไม่คะ
รบกวนด้วยนะคะ
จะเริ่มหมักเเล่วยังตัดสินใจไม่ได้เลย

สรรพคุณก็คล้าย ๆ กันนะครับ ใช้หมักแบบไหนก็ได้เหมือนกัน
มันขึ้นอยู่กับภาชนะที่เราใส่มากกว่า ถ้าเป็นฝาปากแคบ
ก็หมักแบบป้าเช้งคือผสมน้ำและน้ำตาลและผลไม้ทีเดียวเลย
ถ้าเป็นฝาปากกว้างวก็หมักน้ำตาลก่อน 15 วัน ก็ได้
แต่ถ้าคนที่เริ่มหมัก ผมมักแนะนำให้
ลองหมักด้วยกล้วยก่อนครับ
๒๘ วันก็สามารถนำมารับประทานได้แล้ว
เพราะว่ากล้วยมีเปลือกที่ป้องกันเชื้อก่อโรคอยู่แล้ว
ดังนั้นโอกาสปนเปื้อนจากจุลินทรีย์
ที่มีโทษจึงมีน้อยมาก ลองดูวิธีทำในบทความ
มาทำ น้ำส้มสายชูหมัก จากกล้วย กันเถอะ
ส่วนสรรพคุณนั้น ลองเสิร์ชจากกูเกิ้ลด้วยคำว่า "น้ำส้มกล้วย" ก็ได้ครับ

วุ้นที่เกิดในถังหมักเปลือกมังคุดซึ่งหมักมาประมาณ8เดือนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพได้หรือไม่อย่างไร? หรือปล่อยทิ้งไว้ในถังหมักจะได้หรือไม่และจะมีผลอย่างไรต่อน้ำหมักถ้าไม่นำแยกออก ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้

ถ้าต้มจุลินทรีย์ก้อตายหมดสิครับพี่น้อง ก้อคงไม่ต่างกับกินน้ำต้มจุลิทรีย์ละครับ 55555+

วุ้นสามารถนำไปขยายต่อโดยใช้สูตรเดิมครับ ถ้าอายุเกิน 1ปีก้อเอามาทานได้ครับพี่น้อง

ถ้าปล่อยวุ้นไว้มันจะดูดน้ำหมักเราจนหมดถังเพราะวุ้นมันจะเพิ่มขึ้นทีละชั้นๆๆ แนะนำให้นำวุ้นไปขยายครับ

ขอบคุณทุกคำแนะนำ และขออภัยที่เข้ามาดูล่าช้า มีคำถามเพิ่มว่า 1)ถ้าแยกน้ำใสถังหมักที่หมักมา6-8เดือนแล้วเพื่อนำมาต่อขยายโดยเติมน้ำผึ้งตามอัตราส่วน น้ำหมักใส 1 ส่วน ต่อน้ำผึ้ง 1 ส่วน และน้ำ 3-5 ส่วน ไม่ทราบว่าอัตราส่วนถูกต้องหรือไม่ ส่วนน้ำหมักส่วนที่เหลือส่วนเดิมได้เติมน้ำตาลหมักใหม่รอบ2 น้ำตาล1ก.ก.ต่อน้ำเท่ากับจำนวนที่ถูกดึงออกไป(3-5ลิตร) 2) น้ำใสที่แยกไปหมักใหม่ต้องหมักถึงกี่เดือนถึงจะนำมาดื่มได้
ขอขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้

ขอแนะนำนะครับ วิธีการขยายน้ำหมักเอนไซม์
- การขยายน้ำหมักเมื่อครบอายุ 6 -12 เดือน ให้นำน้ำในถังที่หมักได้ออกมาทั้งหมด แล้วนำไปขยายโดยอัตราส่วนคือ 1 ต่อ 5 ต่อ 5 < สูตรขยาย 1/5/5 > เช่น หากนำน้ำออกมาได้ 50 ลิตร ให้เติมน้ำกรองอีก 50 ลิตร และ น้ำผึ้ง(หรือ น้ำตาลทรายแดง) 10 กิโล หมักอยู่ในถังใหม่ เสร็จแล้วให้ใส่รายละเอียดข้างถังว่า น้ำขยาย น้ำลำไย 12/12/2552 เป็นต้น หมักต่อไปอีก 8 เดือน ระหว่างนี้ปิดฝาให้มิดชิดไม่ให้ฝุ่นละอองลงไปได้ และ ไม่ต้องเปิดคนด้วย

หลังจากครบ 1 ปีแล้ว สามารถนำน้ำเอนไซม์ที่ได้มาทานบำรุงร่างกายได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่นำมาทานให้นำไปขยายต่อโดยสูตรเดิม คือ < สูตรขยาย 1/5/5 > หากได้น้ำหมัก 50 กิโล ให้เติมน้ำกรองเข้าไปอีก 50 กิโล แล้วเติมน้ำผึ้ง(หรือ น้ำตาลทรายแดง) 10 กิโล ปิดฝาไว้จนครบ 1 ปี แล้วนำมาทาน หากไม่ทานให้นำมาขยายต่อ โดยสูตรเดิมไปเรื่อย ๆ ยิ่งหมักนานยิ่งดี

- กากผลไม้ที่เหลือหลังจากเอาน้ำออกไปขยายแล้ว ให้นำมาชั่งกิโลแล้วนำมาหมักใหม่โดยใช้สูตรเดิม คือ 1 ต่อ 3 ต่อ 5 แล้วเริ่มหมักใหม่< สูตรหมักผลไม้ 1/3/5 > ด้วยวิธีการเดิมทั้งหมด จนครบ 6 - 12 เดือนแล้ว นำมาขยายอีก 12 เดือน ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายกากผลไม้ที่ใช้หมัก กลายเป็นผงทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ถัง 50 ลิตร – น้ำ 25 ลิตร+น้ำตาล 5 กก.+ผลไม้ 20 กก.

** สำหรับทุกท่านกรุณาอ่านแล้วพยายามทำความเข้าใจกันด้วยนะครับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสน เพราะสัดส่วนน้ำหมักเอนไซม์ของป้าเช็ง จะแตกต่างต่างจากชมรมบ้านสุขภาพนะครับ ซึ่งชมรมบ้านสุขภาพของ ดร.รสสุคนใช้สูตรหมักผลไม้ < สูตรหมักผลไม้ 1/3/10 > คือ น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน + ผลไม้ 3 ส่วน + น้ำ 10 ส่วน ความเข้มข้นจะน้อยกว่าของป้าเช็ง

ถ้าหมักครบอายุ 1 ปีแล้ว ก้อนำมาดื่มได้เลยครับใช้สูตรที่ขยายนี่แหละครับคือน้ำที่ดูดออกมา 5ลิตรหรือ5ส่วน น้ำกรอง 5 ส่วน น้ำผึ้ง 1 ส่วน แล้วคนให้เข้ากัน แต่เวลาดื่มคือ หนึ่งแก้วเป็ก แล้วดื่มน้ำตามสองแก้ว แค่นี้ก้อเรียบร้อยครับไม่งั้นจะเมา 555555+
ส่วนการหมักกากผลไม้ในถังเดิมที่เหลือก็ใช้สูตรเดิมครับ 1/3/5 หมายถึง ถ้ากากเดิมเหลือ 3 ส่วนคุณก้อเติมน้ำกรองลงไป5ส่วนแทนน้ำที่คุณดูดออกมา แล้วก้อใส่น้ำตาลลงไป 1ส่วนเหมือนตอนเริ่มหมักครับผม

รบกวนขอความรู้ ช่วยในการตัดสินใจหน่อยนะครับ

ตอนนี้ หาซื้อ ถัง ได้ ถัง 100 ลิตร สี ขาว ขุ่น ออกใสนิดนึง เขียนข้างถัง ว่า grade A ผลิต จาก พลาสติก pp ยี่ห้อ sripong
หาซื้อ ถุงพลาสติกใบใหญ่เผื่อไว้ เขียนว่า ผลิตจากพลาสติก Polypropylene 100 %

สรุป 1. ใช้ถังดังกล่าว โดยไม่ต้องใช้พลาสติกรอง เลยได้ไหม
2. ถ้าต้องใช้ถุงพลาสติกรอง สอง ชั้น พลาสติกถุงที่เล่าให้ฟังใช้ได้ไหมครับ
3. ถ้าถัง ก็ ใชัได้อยู่แล้ว ควรใช้พลาสติก รองหรือไม่ หรือ ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง และ ยุ่งยากโดยใช่เหตุ

ขอบคุณครับ

มีถังพลาสติกสำหรับหมักขายครับขนาด35ลิตร140บาท ขนาด50ลิตร160บาท ขนาด70ลิตร170บาท ถังสวยสะอาด สนใจติดต่อ สุกิจ 081-6249241 อยู่ปากน้ำสมุทรปราการครับ

ฝากสำหรับผู้ที่ต้องการใช้น้ำมังคุดครับ (ไม่แนะนำให้รับประทานเพราะยังไม่มีผลรับรองในทางแพทย์ )เพื่อนทำขาย ขวดละ 500 (600 CM) เบอร์ติดต่อดูในเฟสครับ 0897530610

ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

พอดีมีหลายคำถามขอถามเป็นข้อๆ นะครับ
1. ผมทำน้ำหมักป้าเช็งไว้โดยใช้มะขามป้อมอย่างเดียว ทำไมกลิ่นเหมือนปลาร้า แต่ถังอื่นที่หมักบอระเพ็ด กลิ่นเปรี้ยวๆปกติ เป็นเพราะอะไรครับ หรือว่าหมักผิดวิธี มีทางแก้ไขไหมครับ?
2. แล้วหมักวุ้น นี่ถ้าเราเอาไปต่อยอดขยาย เพิ่มน้ำ น้ำตาลกี่วันถึงจะทานได้ครับ?
3. ถามท่านผู้รู้ที่เคยหมัก ถ้าท่านใดมีสูตรหมักดีๆ ช่วยบอกเป็นวิทยาทานด้วยครับ กำลังเริ่มหัดหมักได้เดือนกว่าๆ อยู่ครับ ขอบคุณครับ

เห็นวุ้นเขาจะแยกออกมาใส่ถังวุ้นอย่างเดียวเวลาทานผสมน้ำต้มสุกและน้ำผึ้งใส่เครื่องปั่นค่ะ ทานวันละ 1 เป็ก แล้วดื่มน้ำเปล่าตาม เหมือนดีท็อกเลยค่ะ

ตอนนี้กำลังสนใจศึกษาอยู่ค่ะ เห็นคนที่หมักเขาเอาน้ำหมักมาแช่ตัวผสมน้ำในอ่าง แช่ 45นาที เรียกว่านอนน้ำ ขี้ไครออกดีเป็นการผลัดเซลล์ที่ตายแล้วออก ผิวใสปิ๊งเลยค่ะ ผิวก็ไม่เหี่ยวหน้าอกก็ตึง ตกขาวก็ไม่มี

ถ้าจะสั่งนำ้หมัก. จะติดต่อได้ที่ไหน

วิวรรธน์ อุบลสูตรวนิช
ผมก็อยากจะลองรับประทานดู จะสั่งซื้อได้ที่ไหน ราคาแพงไหม?

แสดงความคิดเห็น

Best Blogger TipsComment Options - You Can Add Images, Colored Text And Marquee Text To Your Comment.

Image - [im]Image URL Here[/im]
Colors - [co="red"]Comment Text Here[/co] - Change Red To The Color You Want.
Marquee - [ma]Comment Text[/ma]
Get This - Blogger Comment Script

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Best Blogger TipsBest Blogger Tips