วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มาทำ น้ำส้มสายชูหมัก จากกล้วย กันเถอะ

          ผู้เขียนได้พยายามค้นหาวิธีทำน้ำส้มสายชูหมัก จากอินเตอร์เน็ต และสอบถามจากชาวบ้านที่มีประสบการณ์ในการทำไวน์ และทำน้ำส้มสายชูหมัก จึงได้รวบรวมข้อมูลและนำมาทดลองด้วยวิธีการหลายวิธี โดยตั้งโจทย์ไว้ดังนี้คือ

1. สามารถทำเองได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องศึกษามาก ทุกคนสามารถทำได้
2. ใช้งบประมาณไม่มาก เหมาะกับคนทุกฐานะ
3. มีความปลอดภัยสูง มีผลข้างเคียงน้อยจนถึงน้อยที่สุด
4. ใช้ระยะเวลาไม่นานจนเกินไป (ไม่งั้นคนป่วยตายก่อนพอดี)
5. รสชาติไม่แย่จนเกินไป (เคยกินฟ้าทะลายโจรตอนเด็กเกือบอ้วก เลยกลัวสมุนไพรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา)
6. นำไปทำยาดองไข่แล้วได้ผลคือจะมีฟองก๊าซผุดขึ้นทันทีที่เริ่มดองไข่ และทำให้เปลือกไข่นิ่ม
    ภายใน 1-2 วัน

           จนได้ข้อสรุปว่า ผลไม้ที่เหมาะสมจะนำมาทำน้ำส้มสายชูหมักโดยระยะเวลาอันสั้น โดยไม่ผ่านกระบวนการเติมสารเคมีทางวิทยาศาศตร์หรือกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และมีราคาถูก หาง่าย มีอยู่ ด้วยกัน 2 ชนิดคือ สับปะรด และกล้วย ซึ่งอาจจะมีมากกว่านี้ แต่ผู้เขียนพำนักอยู่ที่อำเภอหัวหิน ซึ่งเป็นอำเภอที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะว่ามีตั้งแต่ สากกะเบือยันเรือรบ ขอย้ำว่า มีเรือรบจริง ๆ จอดเทียบอ่าวเพื่อพิทักษ์รักษาพระราชวังไกลกังวลอยู่ (นอกเรื่องแล้วอีตาคนเขียน) อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีหาดทรายขาว ทะเลสวย มีน้ำตกป่าละอู เขื่อนปราณบุรี (ที่จริงอยู่ อ.ปราณ แต่อยู่ใกล้ ๆ กันน่ะแหละ มีสถานที่ท่องเที่ยว จนแทบจะเรียกได้ว่า มีคนทุกประเทศอยู่ในอำเภอนี้ และที่สำคัญที่เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ (กว่าจะวกกลับมาได้:คนอ่านบ่นพึมพำ) มีพืชไร่พืชสวนของชาวบ้านมากมาย มีตั้งแต่ กล้วย สับปะรด อ้อย ข้าวโพด มะละกอ ฟักทอง ว่านหางจระเข้ มะพร้าว ฯลฯ และมีราคาถูกมาก ๆ ๆ ๆ ถ้าเราเหมา(เหมือนเหมา ๆ ของ วันทูคอลล์เลยแฮะ) เห็นราคาที่แผงสับปะรด อยู่ที่ กก.ละ 4-6 บาท ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ราคาประมาณนี้ แต่ถ้าเป็นกล้วยหอมตกเกรด ทราบราคาแล้วใจหายแทนชาวบ้าน กก.ละ 3 บาท เท่านั้น กล้วยหอมตกเกรดสภาพดีมีรอยดำที่เปลือกกระจึ๋งเดียวโลละสามบาทครับผมพิมพ์ไม่ผิดครับท่านผู้อ่าน... เหตุที่มีผลไม้มากมายเช่นนี้ เพราะชาวบ้านเค้าทำผลไม้ส่งโรงงานบริษัทโดลล์ (dole) ซึ่งบริษัทนี้ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องต่าง ๆ เมื่อทำเสร็จก็นำข้ามน้ำข้ามทะเลไปขายถึงอเมริกา ข้าพเจ้านั่งรถผ่านโรงงานแห่งนี้เป็นประจำ จึงเป็นเหตุให้มีความคิดขึ้นมาว่า ประเทศของเราคือสุวรรณภูมิ แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีทรัพย์ในดินมีสินในน้ำ เรากลับไม่สนใจในของดีที่มีอยู่ แต่ชาวต่างชาติสิเค้าอยู่ถึงอเมริกาเค้ายังสนใจอยากได้ของของเรา เราจะจะนิ่งเฉยเสียได้อย่างไร ต้องฉวยโอกาสซะตอนนี้เลยทีเดียว (ว่าไปโน่นเชียว:ผู้อ่าน)

          ประจวบกับข้าพเจ้ามีความสนใจเกี่ยวกับ เรื่องจุลชีววิทยา (แต่ไม่ได้เรียนมา ชีวิตมันเศร้าอย่าให้ผมต้องเล่าเลยครับ ฮือฮือ:ผู้เขียน) (ตานี่เป็นอะไรของมัน:ผู้อ่าน) ข้าพเจ้าสนใจเรื่องการถนอมอาหาร และเรื่องการรักษาโรคด้วยน้ำหมักชีวภาพ , น้ำหมักเอนไซม์ (enzyme therapy) เช่นน้ำมหาบำบัดป้าเช้ง ,น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ (ferment fruit) เช่น จตุผลาธิกะ ของบ้านอโรคยา , การหมักนม (ferment milk) เช่นโยเกิร์ต , อาหารหมักดองต่าง ๆ (ferment food) เช่นปลาส้ม (ชอบมากแม่ทำให้กิตั้งแต่เด็กแต่ก้างชอบติดคอ) อะไรเหล่านี้เป็นต้น ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างความมหัศจรรย์ของการหมักดอง (เขียนว่าหมักดองแลไม่น่าศรัทธาเลยแฮะสู้คำว่าเฟอร์เม้น ferment ก็ไม่ได้ ทั้งที่ความหมายเดียวกัน) ถ้านำยาสมุนไพรต่าง ๆ ไปดองเหล้า หรือดองน้ำส้มสายชูหมัก จะเป็นการสกัดสารที่เป็นตัวยาออกมา ซึ่งตัวยาจะออกมามากกว่าการสกัดด้วยการต้ม และยังมีความลับในการหมักของจุลินทรีย์อีกมากมายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยา และได้ทราบข่าวว่าประเทศไทย(หลายและจังวุ๊ย) ได้เกียรติเป็นศูนย์จุลินทรีย์แห่งภูมิภาคเอเชียด้วย ศูนย์ใหญ่มาก ตั้งอยู่ที่คลองห้า ปทุมธานี คิดว่า ต่อไปในอนาคตนี้ ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ และการหมัก (ferment) ต่าง ๆ จะขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น ประชาชนจะให้ความสนใจมากขึ้น เพราะจุลินทรีย์นี้ จะให้โทษก็ได้ ให้คุณก็ได้ ทุกคนจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องจุลินทรีย์ ถ้าไม่อย่างนั้นถ้าคิดว่าขึ้นชื่อว่าจุลินทรีย์แล้วคิดว่าเป็นเชื้อก่อโรคเสียหมด จะฆ่าตะพรึด ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางฆ่าได้หมดหรอก เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ เราจะอยู่โดยไม่มีจุลินทรีย์ไม่ได้เค้าก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก ซึ่งเหมือนกับมนุษย์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก เราต้องใช้วิธีให้คนดีควบคุมคนไม่ดี คือให้มีจุลินทรีย์ที่ดีอยู่ในร่างกายเราให้มาก ๆ คอยควบคุมจุลินทรีย์ที่ไม่ดีให้มีน้อย ๆ หน่อย แต่เอาเถอะอย่างน้อยตอนนี้ ทุกคนก็คงจะรู้จัก จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส สายพันธ์ที่ยาคูลท์ เลือกใช้ (เกี่ยวไรอยู่ ๆ โดดมาได้ไง) หรือไม่ก็คงรู้จักป้าเช้งมาบ้างแล้ว (ป้าเช้งเนี่ยนะแกโดนเฉ่งอยู่นี่:ผู้อ่าน) (เออนะก็แกดังออกน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ของแก คนที่กินของแกแล้วโรคหายก็เยอะแยะ ที่มันมีปัญหาอยู่ที่ยาหยอดตา และไม่มีอ.ย. ต่างหาก:ผู้เขียน) ป้าเช้งนี่แหละ ช่วยในการการบูมเรื่องจุลินทรีย์ขึ้นมาในระดับนึง

          ด้วยฐานะอันพอมีจะกิน (ข้าวคลุกกะปิ) ข้าพเจ้าจึงได้นำเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ นำมาทดลอง ตามแบบฉบับของชาวบ้านตาดำ ๆ (จะบอกทำไมเนี่ย:ผู้อ่าน) เผื่อจะได้เผยแพร่ความรู้ที่บรรพบุรุษของเราได้คิดค้นขึ้นมาและได้เก็บรักษาพัฒนาต่อยอดความรู้นี้ไว้มาเป็นพัน ๆ ปี ได้อย่างน่าอัศจรรย์ (อะไรจะนานขนาด:ผู้อ่านขัดคอ) (ก็ประวัติเค้ามาอย่างนั้นดูอย่างประวัติของไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมักสิ สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้เลยนะ:ผู้เขียนแก้ต่าง) ข้าพเจ้าจึงได้ทดลองหมักหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โยเกิร์ต บัวหิมะธิเบต(คีเฟอร์) คอมบูชา(ชาหมัก) ลูกยอ มะขามป้อม ว่านหางจระเข้ บอระเพ็ด กล้วย สับปะรด ทับทิม ฝรั่ง มะเขือเทศ ฟักทอง มะม่วง มะละกอ หมักเดี่ยวบ้าง หมักรวมบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ในบทความนี้ขอพูดถึงเรื่องเฉพาะการทำน้ำส้มสายชูหมักจากกล้วยเท่านั้น ขอย้ำว่าผู้เขียนได้ทำแล้วได้ผล และได้ทดสอบด้วยเครื่องมืออันทันสมัยที่สุดในโลก (คือใช้ตาดู ใช้จมูกดมกลิ่น ใช้หูฟังเสียง มีเสียงจริง ๆ นะตอนหมักน่ะและจะมีเสียงอีกทีก็ตอนถังระเบิด ใช้ผิวหนังบอบบางสัมผัส และที่จะทำให้ท่านผู้อ่านมั่นใจที่สุดคือ คือกินเข้าไปเลย.!!! .อิอิ จะเอาเครื่องมืออะไรมาวัดโน่นวัดนี่ได้ล่ะ มีแบคทีเรียชนิดใดบ้าง เชื้อราล่ะ ยีสต์ล่ะ มีแอลกอฮอลล์รึเปล่า มีเมทิลไม๊ มีกรดกี่เปอร์เซ็น กรดแลคติค กรดอะซิติก ฯลฯ ซื้อของมาหมักเงินก็จะหมดตูดอยู่แล้ว:ผู้เขียนมีอารมณ์) (พูดหยาบคาย:ผู้อ่าน) (จะเป็นไรไป ทีพี่โน๊ตเดี่ยวไมโครโฟนยังพูดได้:ผู้เขียนแถ) ถ้าอยากรู้ผลก็ดูผลทดลองของฝรั่งละกัน แปลเอาแองเด้อ ลิ้งค์ 1 ลิ้งค์ 2 ลิ้งค์ 3 ใครแปลแล้วก็ช่วยพิมพ์ส่งมาให้บ้างจะได้ช่วยอัพลงบล็อก อิอิ)

          ก็อย่างที่บอกข้างต้น ข้าพเจ้าพำนักอยู่แถว อ.หัวหิน ก็อาจพาท่านผู้อ่านออกทะเลไปได้ง่าย ต้องขออภัย ขั้นแรกเราต้องจำสูตรง่าย ๆ ให้ได้ครับ 1:3:5 คือใช้น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน ต่อผลไม้ 3 ส่วน และน้ำ 5 ส่วนครับ ผมขอแนะนำให้หมัก 1 ถังใหญ่ 18 แกลลอน (ผมละงงจริง ๆ ไอ้ 1 แกลลอนนี่เท่าไหร่กันแน่ บางทีก็บอกว่า 4.55 L สำหรับ Eng บางทีก็บอกว่า 3.78 สำหรับUS แล้วแกลลอนของพี่ไทยนี่มันเท่าไหร่กันแน่ ถังที่ผมซื้อมานี่บอกแต่ความจุเป็นแกลลอนอย่างเดียวเลย ไม่บอกเป็นลิตรเลย เอากะมันซิ ยกไปวางบนชั่งเครื่องชั่งน้ำหนักถังมันก็บังหน้าปัดใครรู้ช่วยเม้นท์ทีเถอะ:ผู้เขียน) (555 ทำบล็อกมาไม่มีคนเม้นท์เลย เป็นอุบายล่ะสิ :คนอ่าน) (เชอะ รู้ทัน:ผู้เขียน) ถังที่ใช้ควรเป็นถังสีขาวที่ทำจากเม็ดพลาสติกที่บรรจุอาหารได้ ให้สังเกตอักษร pp หรือมี เลข ๕ และมีรูปสามเหลี่ยมล้อมรอบ เพราะอ.ย.บอกว่า ต้อง pp เท่านั้น ครับ พี่ ถ้าไม่ใช่ pp ห้ามบรรจุอาหาร เพราะจะมีเม็ดพลาสติกปนเปื้อนออกมา และต้องใช้สีขาวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นชนิดใสจะดีที่สุด และข้อดีอีกอย่างคือ ประมาณว่า ถ้าหมักไม่ได้ผล (อ้าวยังไม่ได้หมักเลยแช่งกันแล้ว:ผู้อ่าน) (คิดมากน่า:ผู้เขียน) ก็เอาถังมาใช้งานได้อีก นะครับ และอีกอย่างคือง่ายต่อการคน และขนาดถังควรพอดีกับถุงพลาสติกที่ซื้อมา หรือท่านผู้อ่านจะใช้ภาชนะอะไรก็ตามแต่เถิดครับ พลิกแพลงได้ครับ (ไม่ใช่แค่ไข่แพงอย่างเดียว อิอิ)


การทำน้ำส้มสายชูหมักจากกล้วย
    วัสดุ/อุปกรณ์ :
1. กล้วยน้ำว้าสุกหรือกล้วยอะไรก็ได้ เมื่อปอกเปลือกออกแล้วให้มีน้ำหนัก 15 กก.
2. น้ำสะอาด 25 ลิตร
3. น้ำตาลทรายแดง 5 ก.ก.
4. ถังหมัก 18 แกลลอน
5. ถุงพลาสติกใบใหญ่

    วิธีทำ :
1. ปอกกล้วยใส่ถุงพลาสติกซึ่งสวมไว้ในถัง
2. เอาน้ำตาลเทใส่น้ำ คนให้เข้ากัน
3. ใส่ถุงพลาสติกที่ซ้อนกัน 2 ชั้นในถัง แล้วเทน้ำในข้อ 2 ใส่ ก่อนเทน้ำให้เช็คดูว่า
    ได้ดึงถุงพลาสติกขึ้นมาจนสุดแล้ว และให้เหลือเนื้อที่สำหรับหายใจประมาณ 1/5 ของถัง
4. 1-7 วันแรก เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ที่จริงแล้วยีสต์ที่อยู่กับกล้วยตามธรรมชาติ จะทำการเพิ่มจำนวน ทำการแบ่งตัวแบบทวีคูณ จะสังเกตด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไม่เป็นไร ให้กดกล้วยให้จมน้ำทุกวัน เพื่อกันเชื้อราจับที่ผลกล้วย เมื่อครบ 1 เดือนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกด
5. เมื่อยีสต์ได้เพิ่มประชากรจนหนาแน่พอแล้ว หลังจากนั้นจะเริ่มทำการหมัก(ferment) โดยเปลี่ยน น้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ ตอนนี้เราจะสังเกตเห็น จะมีก๊าซออกมามาก(อย่างกับโรงงานเลยวุ๊ย) ให้คลายถุงเพื่อให้ก๊าซออกทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือนหรือจนกว่าจะไม่มีก๊าซออกมา

ขั้นตอนที่ 2
     6. ให้นำสายยางดูดน้ำออกมาใส่ภาชนะเตี้ย ๆ เช่นกล่องอาหาร(ซื้อมา 25บาท) แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปิดปาก ใช้ยางรัดของรัด (ซื้อที่ไปรษณีย์) ไม่ต้องปิดฝา เพื่อให้แบคทีเรียตระกูลอะซิโตแบคเตอร์ที่อยู่กับกล้วยตามธรรมชาติ ทำหน้าที่เปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็นกรดน้ำส้ม ทำงานได้สะดวก เพราะขั้นตอนนี้ต้องใช้อากาศในการหมัก (ferment) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 20 วัน (ชิวชิว) แต่ถ้าไม่ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ก็ให้ใส่น้ำ2/3 ของกล่องอาหารแล้วปิดฝาไปเลยก็ได้ แต่จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 30 วัน ประมาณ นี้ (อ้าวแล้วไม่บอกแต่ทีแรกแค่ 10 วันเองจะเป็นไรไป:ผู้อ่าน) แต่ถ้าไม่ทำขั้นตอนนี้ คือจะไม่ดูดน้ำออกมาใส่กล่องอาหารปล่อยให้หมักอยู่ในถังอย่างเดิมนั้นก็ได้ ซึ่งผลที่ออกมาจะดีกว่าด้วย เพราะกล้วยจะจมหมด และน้ำจะใสแจ๋วสีอำพัน แต่ต้องใช้เวลานานมากประมาณ 4-6 เดือน ช้าเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ถ้าอากาศร้อนชื้นจุลินทรีย์จะขยันกันหมักมากขึ้น
     7. เมื่อได้แล้วให้ใช้สายยางดูดใส่ขวดหรือโหลที่สะอาดและแห้ง ควรจะเป็นขวดแก้ว เพราะดูน่าศรัทธาสำหรับการบริโภค ไม่ต้องไปต้มฆ่าเชื้อ ไม่จำเป็นต้องกรอง (เพราะข้าน้อยไม่รู้จะเอาอะไรกรอง อิอิ) ไม่ต้องกลัวเชื้อโรค เพราะจะมีกรด อะซิติก 4 % ซึ่งจุลินทรีย์ทั่วไปตายเกลี้ยงแล้วครับ เหลือแต่กลุ่มจุลินทรีย์อะซิโตแบคเตอร์เท่านั้น ซึ่งพวกมันส่วนมากก็จะม้วยมรณาเหมือนกัน จะเหลือแต่พวกถึก จริง ๆ ที่จะทำการบ่มต่อไป ต่อไป ต่อไป (จะต่อ ไปถึงไหนพ่อคู๊น....:ผู้อ่าน) จะบ่มไปเรื่อย ๆ คล้าย ๆ กับไวน์ ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งมีคุณค่า 18 ปียิ่งดี (ประมาณว่าเด็กวัยส์รุ่นงั้นเหรอ:ผู้อ่าน)เพราะสารอาหารและสารที่เป็นยาต่าง ๆ จะมีโมเลกุลเล็กลง พลังงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเฟอร์เม้น หรือที่เรียกว่าพลังงาน ionic discharge จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวยาสามารถแทรกซึมเข้ารักษาเซลล์ได้ดี เก็บไว้นานจะมีความใสขึ้นเรื่อย ๆ (เหลือเชื่อ เกินไป ๆ:ผู้อ่าน) (อ๊ะ ถ้าไม่เชื่ออ่านเอาเอง กดที่ลิ้งค์นี้ ที่นี่ด้วย อันนี้ตบท้าย : ผู้เขียน)
     8. ส่วนของกล้วยที่เหลือเป็นกากนำมาทำซ้ำด้วยวิธีเดิมโดยเริ่มจากข้อ 2-7

จบแล้วคร้าบ ขอบคุณที่ทนอ่านมาถึงบรรทัดนี้นะครับ สวัสดี มีเงินทองเหลือใช้ ทุกคนนะครับ

หมายเหตุ : การหมักนี้อาจจะมีเชื้อจุลินทรีย์นอกจากที่กล่าวมานี้ผสมอยู่ด้วยก็ได้ แต่ไม่ต้องห่วง ถ้าเราทำด้วยความสะอาด จุลินทรีย์ที่อยู่กับกล้วยนั้นเป็นจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับเราทั้งหมด ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ที่สำคัญต้องเน้นเรื่องความสะอาด และเน้นเรื่องน้ำ น้ำที่ใช้ ถ้าเป็นน้ำประปา ให้ใส่ตุ่มเปิดฝาทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้คลอรีนระเหยออก ถ้าไม่ไล่คลอรีนออกก่อนจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดีตายหมด






ภาพถังหมักกล้วย


เปิดฝาออกดู กล้วยครับกล้วย กล้วยไข่ครับ



เมื่อหมักได้ที่แล้วดูดเฉพาะน้ำออกมา
ใส่กล่องอาหาร ปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชั้น ใช้ยางรัด
และไม่ต้องปิดฝา เพราะจะเกิดไอน้ำหนังสือพิมพ์จะเปียก (ในรูปถ่ายไว้ตอนปิดฝา)


  น้ำส้มสายชูหมักจากกล้วย (ซ้าย) หมักเองเสร็จเรียบร้อย โชว์ซะหน่อย อิอิ
 เปรียบเทียบกับน้ำส้มสายชูหมัก จากสับปะรด ยี่ห้อไดมอนด์ (ขวา)
ที่มีวางขายในฟู้ดแลนด์



น้ำส้มสายชูที่ได้นำไปดองไข่ เป็นยาสูตรไข่ดิบดองด้วยน้ำส้มสายชูหมัก




จะสังเกตเห็นภาพฟองก๊าซที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่เริ่มดองไข่
แสดงว่าน้ำส้มสายชูหมักนั้น ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในการทำยาไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก

       ลิ้งค์ของบทความที่เกี่ยวข้อง


9 ความคิดเห็น:

มีประโยชน์มากเลยค่ะ อยากให้เผยแพร่อีกเยอะ ๆ เพราะบอกวิธีได้ละเอียดมากค่ะ แล้วจะหาติดตามบทความอีกเรื่อย ๆ ค่ะ

อุปกรไม่มียีสต์ แต่วิธีทำมียีสต์

ขอขอบคุณนะครับ คุณทำให้ผมเกิดไอเดีย และผมจะทำโครงงานวิทย์เรื่องนี้

ยีสต์ที่ใช้เป็นยีสต์ที่อยู่ที่ผลกล้วยตามธรรมชาติอยู่แล้วครับ
ซึ่งผลไม้ที่มียีสต์มาก ที่ผมเคยลองทำก็มีกล้วย มะม่วงสุก และสับปะรดครับ
ขอยกตัวอย่างการหมักไวน์องุ่น และแอปเปิ้ลไซเดอร์ ก็ใช้ยีสต์ที่เกาะอยู่ที่ผลไม้ตามธรรมชาติเหมือนกันครับ
บางทีผมอาจจะอธิบายได้ไม่เคลียร์ ก็ถามเข้ามากันได้นะครับ

ขอบคุณครับแล้วจะลองทํา

น้ำส้มสายชูหมัก จะเรียกว่าน้ำหมักชีวภาพได้ไหมครับ

การทำน้ำหมักชีวภาพ
เมื่อเป็น 3 เดือน จะเป็นแอลกอฮอล์
6 เดือนจะเป็นกรดน้ำส้ม (ซึ่งหมายถึงตัวนี้)
9 เดือนจะเป็นยาธาตุ
12 เดือนจะเป็นน้ำเอนไซม์
และมันจะเปลี่ยนระหว่างน้ำเอนไซม์ กับกรดน้ำส้มสลับไป สลับมา แปลกดีครับ
***สรุป น้ำหมักชีวภาพน่าจะเป็นคำเรียกรวม ๆ ซึ่งน้ำส้มสายชูหมัก ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ***

ผมขายน้ำตาลทรายแดงที่ใช้หมักอยู่ครับตัวเดียวกับป้าเช้งกระสอบละ50กก.1250 ส่งทั่วประเทศสนใจโทร086-369-1881 เฮียเล็ก

ขอบคุณมากๆๆๆนะคะ อ่านมาหลายเว็บงงอยู่นานว่าทำไมบางครั้งต้องใช้ยีสต์บางครั้งไม่ต้องใช้ ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ อยากถามอย่างนึงค่ะ การดองผักใช้หลักการเดียวกันไม๊คะ ทำไมไม่ต้องหมักให้เป็นแอลกอฮอล์ก่อน

แสดงความคิดเห็น

Best Blogger TipsComment Options - You Can Add Images, Colored Text And Marquee Text To Your Comment.

Image - [im]Image URL Here[/im]
Colors - [co="red"]Comment Text Here[/co] - Change Red To The Color You Want.
Marquee - [ma]Comment Text[/ma]
Get This - Blogger Comment Script

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Best Blogger TipsBest Blogger Tips