ไข่ดองน้ำส้มสายชูหมัก

ยาอมตะชุด 1 รักษา เบาหวาน ความดัน หัวใจ เก๊าท์ อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดข้อ ไหล่ติด หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาด สร้างภูมิต้านทาน ใบหน้าอ่อนวัย ไม่มีสิว

นมบัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์

สรรพคุณ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยให้ตับ ม้ามแข็งแรง รักษากระเพาะ และลำไส้ รักษาอาการภูมิแพ้ แพ้อากาศ ทำให้ความดันเป็นปกติ ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง ช่วยละลายนิ่ว อุดมด้วยแคลเซียม ตามธรรมชาติ ฯลฯ

น้ำหมัก ผัก ผลไม้ สมุนไพร เพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของเอนไซม์ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง โดยน้ำหมักจะช่วยให้เซล์ต่าง ๆ แข็งแรง มีอายุยืน และให้พลังงานในการกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติทันที ไม่ปล่อยให้ลุกลามเป็นเนื้อร้าย ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ลดคลอเลสเตอรอล ฯลฯ

น้ำชาหมักเพื่อสุขภาพ คอมบูชา

ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ลดอาการปวดศีรษะไมเกรน และโรคข้ออักเสบ ลดอาการผิดปกติของภาวะเมตาบอลิซึม ลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ เบาหวาน โรคเครียดและมะเร็ง ยับยั้งเชื้อที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด

สมุนไพรปราบมะเร็ง

รวบรวมสมุนไพรไทยที่พิฆาตมะเร็งได้จริง และสามารถปลูกเองได้ง่าย ๆ

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การปลูกกะเม็ง

        หลังจากได้คุยเรื่องกะเม็งไปบ้างแล้ว วันนี้เรามาปลูกกะเม็งกันดีกว่าครับ
        ตามปกติแล้ว ผมอยากใช้หัวข้อว่า "มาปลูกกะเม็งกันเถอะ" มากกว่า เพราะจะตรงตามความตั้งใจของผมคือเป็นเพียงการชักชวนและแนะนำแนวทางที่ทำได้จริงและง่าย ๆ เท่านั้น เพราะผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไร แต่เนื่องจากว่าระบบค้นหาคำในกูเกิ้ลมักจะแนะนำคำสั้น ๆ ง่าย ๆ และตรงประเด็น ๆ  ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องใช้หัวข้อนี้ เพราะถ้าเขียนบทความไปแล้วไม่มีใครอ่าน ก็ไม่รู้จะเขียนทำไม และในบทความต่อ ๆ ไป ผมก็จำเป็นต้องใช้หัวข้อห้วน ๆ เพื่อให้กูเกิ้ลค้นหาได้ง่ายนะครับ ขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านก่อนนะครับ (รับทราบคร๊า....พ่อประคู๊น:ผู้อ่าน)
         ผมได้ค้นหาข้อมูลจากในเน็ตแล้ว ก็พบว่ากะเม็งเป็นมักขึ้นตามที่รกร้าง เป็นวัชพืชตามแปลงถั่ว ชอบที่ชื้นแฉะ ปลูกได้โดยการเพาะเมล็ด เป็นไม้อายุสั้น โดยมีอายุ 114 วัน ซึ่งต้นหนึ่งให้เมล็ดเฉลี่ยน 15,312 เมล็ด (ที่มา:การประชุมวิชาการของม.เกษตร ครั้งที่ 39)
        อย่ารีรอกันเลย เราไปปลูกกะเม็งกันเถอะ ทิ้งตำราวิชาการทิ้งไป หาของตามมีตามได้ ตามสไตล์ของผมเองครับ (อีตาคนเขียนบล็อกนี่ท่าจะเพี้ยน แค่จะปลูกกะเม็งก็เอามาลง สงสัยว่างงานจัด:ผู้อ่าน)
        ขั้นแรกต้องไปหาต้นกะเม็งก่อน (ก็แหงล่ะ:ผู้อ่าน)  ผมได้กะเม็งมาจากคุณลุงเปี๊ยก ได้มา 1 ถุงหูหิ้ว ท่านบอกว่ากะเม็งมันปลูกยาก มันชอบแดดจัด ลุงลองปลูกแล้วไม่ค่อยรอดเฉาตายหมด  แต่พอดีเมื่อวานลุงเพิ่งไปเก็บมาว่าจะตากแดดและบดเป็นยา  ช่วงจังหวะผมไปขอเลยได้มาพอดี  เมื่อกลับมาบ้าน มันค่ำแล้ว ผมเลยไม่ได้ปลูก แล้วผมมาเปิดดูข้อมูลในเน็ตแล้ว เค้าบอกว่าเป็นวัชพืชเกิดตามที่รกร้าง และชอบน้ำ เอาเป็นว่าผมเชื่อในเน็ตดีกว่าครับ แล้ววันต่อมาผมก็เริ่มปลูกครับ 

1. เตรียมดิน โดยผมจะปลูกไว้ ในกระถาง (แหมทะนุทะนอมเกินไปแล้วลุง:ผู้อ่านแซว)  ส่วนที่เสีย ๆ รากไม่ค่อยมี ทำท่าเหมือนพืชซึมเศร้า ผมก็เอาลงดินโลด ใครจะแซวยังไงผมก็ไม่ใส่ใจครับ เอาเป็นว่าขอให้ขึ้นเป็นพอ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมปลูกต้นไม้ หลังจากที่เคยปลูกหอมแดงตอนเรียนป.4 ผมถามชาวไร่เค้าบอกว่า การปลูกต้นไม้นั้นข้อสำคัญคือ ให้ใกล้ก๊อกน้ำ ใกล้สายยาง ถ้าไม่อย่างงั้นตายเรียบ เพราะนานไปจะขี้เกียจตามไปรด  ผมก็เชื่อครับ หุหุ ^_^

2. ผมมีผู้ช่วย 2 คน เพราะผมโม้สรรพคุณไว้มาก ว่าช่วยรักษามะเร็งได้ เค้าเลยมาช่วย อิอิ!!  อีกคนก็ให้คำแนะนำว่า  ผมเคยไปอบรมเกษตรมา วิทยากรเค้าบอกว่า ถ้าจะเพาะพวกต้นไม้ เค้าให้เด็ดยอด เด็ดปลายออก และเด็ดใบให้เหลือน้อยที่สุดแค่ใบสองใบก็พอ หรือเด็ดออกหมดเลยก็ได้ เพราะช่วงแรกนั้นรากยังไม่เกาะกับดิน จึงไม่สามารถดูดน้ำจากดินไปเลี้ยงลำต้นได้  ถ้ามีใบอยู่ใบจะดูดน้ำจากลำต้นไปหมด ทำให้ต้นเหี่ยวแห้ง เฉา และอาจตายได้ง่าย ๆ จึงจำเป็นต้องเด็ดใบทิ้ง ถ้ารากเค้าเกาะดินแล้วเค้าจะเริ่มสร้างรากฝอยขึ้นมาเพื่อดูดน้ำและสารอาหารในดิน แล้วต่อไปเค้าจะผลิใบออกมาตามข้อ. เป็นอันว่าวิเคราะห์กันไป. ตกลงผมก็เชื่อและทำตามด้วยดีครับ  โดย 1.เอาดินใส่กระถาง  โดยดินที่ผมใช้ผมไปหาตามที่ใบไม้มันกองสุมกันเยอะ ๆ และเกลี่ย ๆ ใบไม้ออก เอาแต่ดิน ไม่งั้นมันร่วนเกินไป และเลือกสีดำ ๆ ครับ เพราะว่ามีฮิวมัส(ธาตุอาหารในดิน) 2.เด็ดใบออก  3. เสียบลงดิน  4. รดน้ำ  5. วางในที่ร่ม พอมีแดดรำไร  6. ทำใจร่ม ๆ (หมายถึงทำใจเย็น ๆ เป็นภาษาคนแถวนี้ครับ)


ผมปลูกไว้ประมาณ 1 เดือนก็ออกดอกแล้วครับ เพราะต้นเก่าเค้าก็มีดอกอยู่แล้ว

ต้นกะเม็งที่ปลูกไว้ในกระถางครับ ใบเขียวชอุ่มดีครับ

ต้นกะเม็งที่ไม่สวย ไม่ค่อยมีราก เหมือนจะตาย ผมจึง
เอาลงดินไว้ มีทั้งตัวเมียและตัวผู้ครับ

นึกว่าจะตายบ้างแต่ก็รอดหมดทุกต้นนะครับ ไม่น่าเชื่อ สังเกตดูก้านเล็ก ๆ ไม่ถึงคืบ
รากก็ไม่ค่อยมี เพราะเค้าเอามาเพื่อจะบดเป็นยาแต่ผมไปขอมาก่อน 
เอามาเสียบลงดินก็ปรากฎว่ารอดครับ

อันนี้เป็นกะเม็งที่เป็นกลุ่ม ๆ  ผมก็เด็ดยอด เด็ดใบออก ไม่ทิ้งนะครับ เอาไปตากแดด ให้แห้งสนิท
แล้วนำไปบดเป็นยา ส่วนก้านก็เอามาเพาะลงดินต่อ ก็รอดครับ อยู่ยงคงกระพันกันดี 
ผลิใบแล้ว น่ารักน่าชังดีครับ



3. พอดีผมไปอ่านเจอบทความในเน็ตว่า คนเป็นโรคไตให้ใช้กะเม็ง ตัวเมีย และตัวผู้ ผมจึงหากะเม็งตัวผู้มาปลูกเพิ่ม หาได้ง่ายกว่าตัวเมียครับ และปลูกง่ายกว่ามาก ขอแค่ให้ข้อโดนดินเท่านั้นมันก็จะขึ้นเองครับ เลื้อยไปเรื่อย ครับ



ลักษณะของกะเม็งตัวผู้จะต่างจากตัวเมีย เค้าจะเลื้อยไปตามดินครับ


ดอกกะเม็งตัวผู้ ของผมยังไม่ออกดอกนะครับ ภาพนี้เอามาจากเน็ตครับ

        สรุปว่ากรรมวิธีนี้ก็ได้ผลครับ เห็นกะเม็งออกดอกขาวบริสุทธิ์ก็ชื่นใจครับ ถ้าใครรีรอที่จะปลูก ไม่ต้องรอแล้วครับ ปลูกเลยครับ ของดี  แต่ถ้าใครอยากได้เมล็ดลองสั่งจองไว้ก่อนได้ครับ แต่ยังไม่รับปากว่าจะส่งให้นะครับ แต่จะพยายามครับ
        ขอบคุณทุกท่านที่อุตส่าห์เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกกันนะครับ หวังว่าคงจะพอเป็นแนวทางการปลูกกะเม็งหรือพืชสมุนไพรอื่น ๆ ให้กับผู้ที่สนใจบ้างไม่มากก็น้อยครับ

ปล.ผมเพาะกะเม็งไว้ประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะเขียนบทความนี้ครับ


6 ส.ค. 55 ขออัพเดทบทความครับ


        พอดีช่วงที่ผ่านมาพายุวิเซนเต้เข้าทำให้ฝนตกติดต่อกันเป็นอาทิตย์
ทำให้ดอกกะเม็งร่วงหมด ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาคอย เมื่อพายุผ่านไปแล้วก็พยายามรดน้ำไม่ให้โดนดอก
พอดีวันนี้แดดออกดีได้เ็ห็นเมล็ดเป็นสีดำและเริ่มร่วงแล้ว ดีใจมาก รวมระยะเวลาตั้งแต่ปลูกก็ประมาณ 1 เดือนครึ่ง
       ผมถือโอกาสนำภาพมาให้ดูกันนะครับ ตามตำราเค้าบอกว่าช่วงที่ออกดอกจนถึงเวลาบานใช้เวลาประมาณ 14 วัน แต่ช่วงบานจนเป็นเมล็ด เค้าไม่ได้บอกไว้ ผมกะ ๆ เอาก็คงประมาณ 3-5 วันครับ รวดเร็วทันใจดีมากครับ คงต้องพักเมล็ดไว้สัก 1 เดือนก่อน แล้วผมจะเอาเมล็ดมาเพาะ ถ้าได้ผลยังไงผมจะมาอัพลงบล็อกอีกทีนะครับ

ต้นกะเม็งที่ผมปลูกไว้ในกระถางครับ ภายใต้ร่มไม้ มีแสงรำไรครับ

 อภิบายภาพ 1-2.ดอกบาน  3.กลีบดอกร่วง 
4.เมล็ดเป็นสีเขียว   5.เมล็ดแก่จัดเป็นสีดำ

ภาพเมล็ดพันธ์กะเม็งชัด ๆ ครับ 
จะสังเกตเห็นว่าเมล็ดเป็นสีดำแสดงว่าแก่จัดและร่วงลงบ้างแล้ว สามารถนำไปเพาะได้ 
แต่คงต้องรอเมล็ดพักตัวสัก 1 เดือนก่อน ส่วนทางขวาคือคือเมล็ดกะเม็งที่กลีบดอกร่วงหมดแล้ว
รอเวลาแก่จัดและจะเปลี่ยนเป็นสีดำต่อไป


19 พ.ย. 2555
ขออัพเดทบทความครับ
การเพาะกะเม็งด้วยเมล็ด

          หลังจากที่กะเม็งมาปลูกได้ระยะหนึ่ง  จนออกดอกและเป็นเมล็ด ผมก็เก็บเมล็ดมาเรื่อย ๆ ไม่ได้ปล่อยให้หล่นเองตามธรรมชาติ ผมลองไปถามคนสูงอายุ ท่านบอกว่า มันปลูกง่าย แค่หว่าน ๆ ทิ้งไว้ตามที่น้ำแฉะ ๆ หน่อย เดี่ยวมันก็ขึ้นเอง ผมก็เชื่อ จึงลองหว่านไว้ในแปลงผักลิ้นห่านดู เผื่อว่าจะขึ้นบ้าง หว่านแล้วก็ลืมไปเลย  ตอนนี้เวลาผ่านไป 3 เดือน พอดีก็พบว่า ต้นกะเม็งงอกขึ้นมา ตอนแรกก็คิดว่าเป็นเพียงวัชพืชเท่านั้น  

 31 ต.ค. 55 กะเม็งต้นน้อย ๆ งอกในแปลงลิ้นห่าน
หลังจากที่โรยเมล็ดทิ้งไว้เป็นเวลา 3 เดือน


 เข้าไปดูใกล้ ๆ .. อย่างนี้ใช่เลย
กะเม็งตัวจริงดอกจริงแน่นอน


 ผ่านไปอีก 15 วัน ก็โตจนมีดอก


กว่าจะโผล่พ้นดินออกมาได้ รอตั้งนาน
แต่แหม..เผลอแพล็บเดียว ออกดอกขาวเชียว

ปล. ถ้าอยากขยายภาพ ให้คลิ๊กที่รูปนะครับ

ลิ้งค์บทความที่เกี่ยวข้อง 

1. ชีววิทยาของกะเม็ง การประชุมวิชาการของม.เกษตร ครั้งที่39
2. กะเม็งสมุนไพรที่ไม่ควรมองข้าม โดยศูนย์สมุนไพรทักษิณ
3. สมุนไพรปราบมะเร็ง บล็อกของยาอมตะเองครับ
4. การเล่าเรื่องย้อนอดีตในวรรณกรรมของ ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ มีเรื่องสรรพคุณของกะเม็ง ตั้งแต่หน้า 87 ดีมาก




ทดสอบ ลงเพลงเก่า ๆ ความหมายดี ๆ


เพลงเก่า ๆ ความหมาย ดี ๆ ที่ควรจดจำ

เมดอินไทยแลนด์ <คาราบาว>
ก็มันเป็นอย่างนั้น <บิลลี่ โอแกน>
วันนั้น วันนี้ วันไหน  <บิลลี่>
ปล่อยเขา  <บิลลี่>
ดอกไม้พลาสติก  <เรวัต พุทธินันทน์>

 น้ำส้มสายชูและไข่ไก่ รักษาร้อย โรค





ทดลองปรับแต่งและใช้งานดูนะคะ  อาจเป็นอีกวิธีที่เพื่อนอาจได้ใช้ประโยชน์สำหรับแต่งบล็อกค่ะ

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สมุนไพรปราบมะเร็ง


ภาพซ้ายสุดคือกะเม็ง ภาพขวาสุด คือหนอนตายหยากใบผีเสื้อ

หลังจากที่ผู้เขียนบล็อกได้รวบสูตรยา(ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ) ต่าง ๆ ที่สามารถทำได้เอง ดังที่นำมาลงในบล็อกยาอมตะนี้ได้ระยะหนึ่งแล้ว เช่น นมบัวหิมะธิเบต น้ำหมักสูตรต่าง ๆ และคอมบูชานั้น โดยเฉพาะน้ำหมักนั้น ผู้เขียนได้ลงมือหมักเองไว้มากมาย เป็น สิบ ๆ ถัง และเมื่อหมักได้ที่แล้ว ก็นำมาแจกจ่ายให้กับผู้ที่รู้จักมักคุ้นกัน (หนูทดลองก็ไม่ว่า:ผู้อ่าน) (ไม่ทันไรก็แซวซะแล้ว:ผู้เขียน)  เมื่อหนูทดลอง(อ้าวเลยพิมพ์ผิดเลย) ได้ลองทานไประยะหนึ่งปรากฎว่าก็มีสุขภาพดีขึ้นหลายอย่างเช่น บางคนทานนมบัวหิมะธิเบตก็บอกว่า โรคกระเพาะก็หาย ภูมิแพ้ก็หาย ผิวที่แห้งก็มีน้ำมีนวลขึ้น. อย่างคนทานไข่ดองน้ำส้ม ก็บอกว่า มีกำลังวังชาขึ้น และยอมรับในเรื่องสมรรถภาพทางเพศก็ดีขึ้น (โม้หรือเปล่าค๊ะ ^_^ :ผู้อ่าน)  (เรื่องจริงครับ และยาทุกตัวที่ผมได้นำมาลงในเว็บนี้นั้น ยังไม่มีใครบอกว่ากินแล้วแย่ลงเลย นอกจากรสชาดเท่านั้นที่แย่ โดยเฉพาะไข่ดองน้ำส้ม. ถ้าว่าง ๆ ผมจะมาเขียนประสบการณ์ของผู้ทานยา ลงบล็อกให้อ่านครับ:ผู้เขียน)  ถึงไหนแล้วลืมเลย (ว่าต่อ) เมื่อมีการแจกจ่ายยาที่ผมลงทุนลงแรงทำเองไปแล้ว ก็ได้มีการสนทนากันด้วย ผมก็ได้ข้อมูลเรื่องยาและสมุนไพรต่าง ๆ เพิ่มเติมมากขึ้น ขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ที่เป็นมูลเหตุ เป็นกำลังใจให้ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา

มีชายคนหนึ่งอายุประมาณ 50 ปี ผมรู้จักดี อยู่จันทบุรี เป็นโรคฝีไทรอยด์ (แกบอกอย่างนั้น ซึ่งผมก็งงอยู่ว่าเป็นยังไงโรคฝีไทรอยด์ ดูข้อมูลในเน็ตก็ไม่เห็นมี แต่เอาเถอะ สรุปว่าแกเป็นฝี และเป็นไทรอยด์ละกัน) ซึ่งจะเป็นฝีที่หน้าอก  ทำให้สุขภาพทรุดโทรม และผอมลงอย่างมาก ไปหาหมอหลายที่ทั้งหมอแผนปัจจุบัน แผนโบราณ ก็ไม่หาย แผลก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย  ๆ และหลังจากนั้นมาประมาณ 6 เดือนแผลก็เริ่มลึกลงไป ใหญ่มากขึ้น ขยายเพิ่มอีกวงหนึ่ง และเริ่มออกดอก ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่า มันกำลังแปลงร่างเป็น อ๊าก!!!! \\มะเร็ง//  
สุขภาพร่างกายตั้งแต่ที่เป็นทีแรกนั้นก็ไม่มีแรงอยู่แล้ว ผอมโซมาก แม้แต่จะยกของเบา ๆ ก็แทบจะยกไม่ขึ้น ยิ่งอาการมาเป็นหนักขึ้นอย่างนี้อีก แกไม่รู้จะไปพึ่งทางไหนดี กินยาหมอเข้าไปแผลก็มีแต่ลามขึ้น จึงไปอธิฐานขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้หายป่วย พอดีมีคนแนะนำให้ไปหาหมอคนนึงเค้าว่าเก่งมาก เปิดคลีนิกอยู่ที่ห้วยสะท้อน จังหวัดจันทบุรี ใกล้ ๆ บ้านแกนั่นแหละ  เป็นหมอแผนปัจจุบัน  แกก็เลยไป
เหมือนดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง เมื่อแกได้ไปพบคุณหมอ หมอเห็นแผลแล้ว ก็ตกใจจึงถามว่า “ทำไมพึ่งมาหาหมอ” แกก็บอกไปตามจริงว่า “ไปมาหลายที่แล้ว พอดีมีคนแนะนำมาที่นี่”  หมอก็บอกต่อว่า  “ลองเอายานี้ไปลองดู ทั้งกินทั้งทา ยานี้เป็นยาที่สืบทอดมาจากปู่ตกมายังพ่อและมาสู่หมอ เป็นยาประจำตระกูล”  และหมอก็ให้ยาแผนปัจจุบันมาอีก 2 อย่าง แถมหมอบอกสำทับมาด้วยว่าไม่รับรองว่าจะหายนะ เพราะปล่อยลุกลามมามากขนาดนี้แล้ว เมื่อได้ยาแล้ว แกก็กลับบ้าน  แล้วก็กินยาด้วยทายาด้วยตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด เพราะกลัวตาย
ขอเล่าย่อ ๆ.  เมื่อทานและทายาไปได้ อาทิตย์เดียว แผลก็เริ่มยุบ และหายภายใน 1  เดือน อย่างน่าอัศจรรย์มาก  ร่างกายก็กลับมามีแรงเหมือนเดิม จากที่เคยผอมโซก็กลับมาเหมือนเดิม   ก็เป็นอันว่าฝีที่ทำท่าจะลามเป็นมะเร็ง ก็หายได้อย่างง่าย ๆ ด้วยยาสมุนไพรจากหมอปัจจุบัน ผมจึงซักถามเพื่ออยากรู้ข้อมูลให้แน่ใจว่า ยาสมุนไพรที่หมอให้กินและทานั้นเป็นยาอะไรบ้าง แกก็นึกตั้งนาน กว่าจะบอกว่า “นึกออกแล้วหมอบอกว่ากะเม็ง  ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างนอกจากกะเม็ง ต้องไปถามเอา แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นกะเม็งอย่างเดียว เพราะได้ยินหมอพูดอยู่”
เมื่อรู้ว่าเป็นยากะเม็ง ผมก็ยิ่งสนใจมากขึ้นทันที เพราะเคยอ่านจากในเน็ต และหนังสือมาบ้าง บอกว่า กะเม็งนั้น เป็นยาสมุนไพรที่รักษาบาดแผลได้ชะงัดนัก ทั้งแผลภายนอกภายใน ชนิดไหน ๆ หรือจะเป็นแผลเหวอะหวะกะเม็งก็รักษาได้ แต่ไม่เคยคิดว่า แผลที่เกิดจากมะเร็งก็รักษาได้ เมื่อได้ข้อมูลอย่างนี้มาแล้ว แน่นอน เราศิษย์มีครู อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าเพิ่งไม่เชื่อ ผมจึงหาข้อมูลเพิ่มเติมในเน็ต จึงพบว่า มีรายงานว่ากะเม็งรักษามะเร็งได้จริง ดูได้ที่ลิ้งค์แปะไว้ด้านล่างของบทความนี้ และไม่ใช่เฉพาะกะเม็งเท่านั้นที่รักษามะเร็งได้ ผมยังได้รับการยืนยันจากผู้ที่ผมสนทนาด้วยหลายคนว่า ยังมีสมุนไพรอื่น ๆ อีก ที่หาได้ไม่ยาก (สำหรับสมัยก่อนแต่สมัยนี้หาได้ยากเพราะคนฟันทิ้งหมดคิดว่าไม่มีค่า) แต่เพาะได้ง่าย ๆ  สามารถรักษามะเร็งได้จริง โดยผมจะขอนำมาลงในบล็อกนี้เฉพาะที่พิสูจน์แล้วว่า สามารถปราบมะเร็งได้จริง โดยมีเงื่อนไขว่า


1. คนที่เป็นและหายจากมะเร็ง ต้องเป็นคนที่ผู้เขียนบล็อกรู้จัก
2. สามารถหาสมุนไพรได้ง่าย
3. ถ้าจำเป็นต้องซื้อหา ราคาต้องไม่เกิน 30 บาท ต่อวัน (เพื่อจะเอาไปต่อกรกับ 30 บาท รักษาทุกโรค:อิอิ)
4. สามารถเพาะปลูกเองได้ง่าย
5. ยาต้องไม่ใช้สมุนไพรหลายตัวเกินไป
6. ทำให้แผลหรือก้อนมะเร็งเริ่มยุบ ภายใน 3 อาทิตย์ เพราะถ้านานกว่านั้นคนไข้อาจ ลังเล สับสน กังวล ฟุ้งซ่าน
7. ทำให้แผลหรือก้อนมะเร็งยุบจนเป็นที่น่าพอใจภายใน 3 เดือน
8. รสชาดไม่แย่จนเกิน
9. การประกอบยาไม่ยุ่งยากจนเกินไป
10 .มีงานวิจัยหรือมีข้อมูลจากทางแพทย์แผนไทยสนับสนุน (กันไว้ก่อน ถ้าให้เค้ากินส่งเดช คนป่วยเกิดตายขึ้นมา ข้าน้อยติดคุกหัวโตแน่)

(เจ้าคนเขียนบล็อกนี่ ท่าจะะบ้า มันจะมีเหรอ ยามะเร็งภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ โดยเฉพาะข้อ 3  คือสมุนไพร ราคา 30 บาทเนี่ยนะ ราคานี้น่าจะซื้อได้แต่ยาอมแก้เจ็บคอนั่นแหละ :ผู้อ่านท้วง)  (ถ้าหาสมุนไพรตามเงื่อนไขอย่างนี้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ ผมจะได้สบายไม่ต้องมานั่งเขียนบล็อกให้เมื่อย นิ้ว เมื่อยคอ ปวดหัว ปวดตา แต่ที่ต้องมานั่งพิมพ์อยู่นี่ เพราะมันมีนี่สิครับ:ผู้เขียนพร่ำบ่น ) (แล้วจะบ่นทำไมล่ะลุง ไม่มีคนใช้ให้ลุงมาพิม์สักหน่อย:ผู้อ่านยังต่อว่าโดยไม่มีสามัญสำนึก)

การที่ผมนำยาอมตะไปแจกจ่ายให้กับคนรู้จักใกล้ชิด (ขออนญาตเรียกว่ายาอมตะนะครับ เพราะว่า บางทีผมก็ให้หัวเชื้อนมบัวหิมะธิเบตบ้าง  ให้น้ำหมักจากผลไม้เดี่ยว ๆ เช่นกล้วยบ้าง บางทีก็ให้น้ำหมักสูตรป้าเช็งบ้าง) ทำให้ผมได้ข้อมูลดี ๆ มาก ๆ มียาหลายตัวมากที่ช่วยรักษามะเร็งได้ ถ้าผมยังไม่ตายเสียก่อน ผมจะค่อย ๆ ทยอยลงนะครับ
วันนี้ขอจบแค่นี้นะครับ J



ภาพสุดท้ายนี้ผมไม่ทราบนะครับว่าต้นอะไร มันคล้ายกะเม็ง ผมเลยเรียกให้ขำ ๆ น่ะครับ

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องกับบทความ
1. การประชุมวิชาการเรื่อง สมุนไพรต้านมะเร็ง มีการพูดถึงกะเม็งเล็กน้อย บอกว่าสามารถรักษามะเร็งได้
2. สรุปย่อพืชยาสมุนไพรแก้โรคต่างๆ มีข้อมูลเกี่ยวกับกะเม็ง ช่วยได้หลายอย่างเช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด ยับยั้งเซลล์มะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันสับสน
3. สรรพคุณของกะเม็ง โดย นายแพทย์วีรพัฒน์  เงาธรรมทรรศน์ โรงพยาบาลแจ้ห่ม มีพูดถึงกะเม็งรักษามะเร็งตับด้วย
4. สรรพคุณทั่วไปของกะเม็ง โดยคณะเภสัช ม.สงขลาฯ


วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มาทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับบริโภค สูตรป้าเช็งกันเถอะ


สวัสดีครับ หลังจากหายหน้าไปเป็นเดือน วันนี้ผมขอชวนท่านผู้อ่าน มาทำน้ำหมักชีวภาพ สำหรับบริโภค สูตรป้าเช็งกันครับ โดยผมได้สูตรมาจาก เว็บลักษณะนามดี ที่เสนอแนะวิธีทำ หรือจะไปดูข้อมูลได้ที่เว็บของป้าเช็งเองได้เลย ส่วน วีดีโอนั้น ชมได้ที่นี่ครับ

วิดีโอสอนการทำน้ำหมักของป้าเช็ง

โดยผมจะแนะนำการหมักโดยใช้สูตรของป้าเช็ง แต่มีการพลิกแพลงตามสไตล์ของผมเองครับ เพื่อความสะดวก ความปลอดภัย และได้ผลจริง

อุปกรณ์ที่ใช้
1. ถังพลาสติก 50 ลิตร
2. ถุงพลาสติกขนาดใหญ่
3. ขวดโออิชิ หรือขวดพลาสติกชนิดใดก็ได้ที่หนา ๆ หน่อย
4. หนังยาง

ส่วนผสม
1. น้ำตาลทรายแดงป่น หรือที่เรียกว่าโอทึ้ง หรือฝรั่งเรียก browns sugar  ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าน้ำตาลทั่วไป 1 ส่วน (5ลิตร)
2. ผลไม้ 3 ส่วน (15ลิตร) (ผลไม้ได้แก่ มะขามป้อม ลูกยอ บอระเพ็ด สมอ ลิ้นจี่ ลำใย) หรือผลไม้อื่น ๆ ที่มีตามฤดูกาล
3. น้ำบริสุทธิ์ไม่มีคลอรีน 5 ส่วน (25 ลิตร)

วิธีหมัก
1. ผสมน้ำและน้ำตาลทรายแดงป่นตามส่วนข้างต้น ละลายเข้าด้วยกัน
2. นำผลไม้ล้างน้ำสะอาดและผึ่งให้แห้งสนิท (ห้ามโดนแดดจัด) เสร็จแล้วหั่นผลไม้ ให้ได้ขนาดที่พอเหมาะ ส่วนสมอและมะขามป้อมให้ใช้ทั้งลูกได้เลย
3. นำถุงมารองในถังหมัก 2 ชั้น แล้วเทน้ำตาลทรายที่ผสมน้ำแล้ว และผลไม้ตามส่วนเข้าด้วยกัน แล้วมัดถุง ตามรูป
4. กดผลไม้ให้จมทุกวัน เพื่อกันส่วนบนขึ้นรา เป็นเวลา 1 เดือน แล้วต่อไปให้กดเดือนละครั้ง ก็พอ ต่อไปผลไม้จะจม และจะเกิดน้ำพลาสมา คือน้ำใส
5. เมื่อเกิดฝ้าขาวนิ่งแล้วจึงปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ ซึ่งส่วนนี้จะกลายเป็นวุ้นในโอกาสต่อไป (ฝ้าขาวไม่มีโทษ ฝ้าดำมีโทษ)
6. เมื่อหมักผลไม้ทุกอย่างครบ 6 เดือนแล้ว ให้ดูดน้ำผลไม้มากหมักรวมกันอีกเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 1 ปี จึงนำมาบริโภคได้ ส่วนถังเก่าก็ให้เติมน้ำและน้ำตาลตามสูตร และหมักเหมือนเดิมต่อไป สามารถเติมได้เรื่อย ๆ

คำแนะนำเพิ่มเติม

1. ถังที่ใช้ จะเป็นถังชนิดใดก็ได้ แต่ต้องมีถุงพลาสติกสำหรับใส่อาหาร รองข้างใน 2 ชั้น เพื่อ
1.1 ป้องกันหนอนเข้า
1.2 ป้องกันน้ำหมักกัดถัง
1.3 สามารถมัดปากถุงคล้าย ๆ กับแอร์ล็อคที่ใช้ในการบ่มไวน์ได้ (ดูรูปประกอบ)

2. ถ้าจะใช้ถังหมักโดยไม่มีพลาสติกรอง ต้องเป็นถังที่บรรจุอาหารบริโภคได้เท่านั้นสังเกตุที่สัญลักษณ์ เลข 5 มี สามเหลี่ยม ล้อมรูป หรือ สังเกตุ สัญลักษณ์ PP หรือHDPE  หรือดูที่ถังที่กำกับว่าใช้บรรจุอาหารบริโภคได้ ส่วนถังบรรจุของทั่วไปห้ามนำมาหมัก เพราะน้ำหมักจะเป็นกรดจะไปกัดเม็ดพลาสติกและเม็ดสีจะละลายออกมา ทำให้เป็นโทษกับผู้บริโภคได้ ถ้าให้ดีที่สุดควรจะเป็น PP สัญลักษณ์เบอร์ 5 เท่านั้น เพราะกรรมวิธีในการผลิตนี้ได้มาตรฐานเดียวกับขวดนมที่ใช้ชงให้ทารกดื่ม


3.สูตรการหมักนั้นมีหลายสูตร ถ้าเป็นห่วงเรื่องเชื้อโรคหรือเชื้อราปนเปื้อนผมขอแนะนำ สูตรนี้ดีกว่าคือ หมัก กับน้ำตาลก่อน 5 ชั้น เป็นเวลา 15 วัน

3.1 ตัวอย่างเป็นบอระเพ็ด ก็ให้หั่นบอระเพ็ดเป็นชิ้นใหญ่ ๆ แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วนำไปผึ่งตามแดดสัก 2-3 ชม. เพื่อให้แห้งสนิท เสร็จแล้วให้นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ว ใส่ลงถัง(ซึ่งมีพลาสติกรองอยู่แล้ว:ต่อไปจะไม่บอกเรื่องพลาสติกรองก็เป็นอันรู้กัน)
นำบอระเพ็ดใส่ลงถังโดยแบ่งเป็น 5 ชั้น ระหว่างชั้นก็ให้ใส่น้ำตาล 1 กก. แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน  ใส่บอระเพ็ดกับน้ำตาลสลับกันไปจนครบ 5 ชั้น จะหมดน้ำตาล 5 กก.พอดี วิธีนี้จะเป็นการกำจัดเชื้อราและจุลินทรีย์ที่เป็นโทษได้ดีเพราะมันทนน้ำตาลเข้มข้นไม่ได้ และจะเห็นน้ำจากบอระเพ็ดเริ่มซึมออกมาเอง(ปล่อยไว้ 15 วัน โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น สบายโก๋!) จากนั้นให้เทน้ำตามส่วนลงไป แล้วกดบอระเพ็ดให้จมทุกวัน คือทำตามสูตรเดิมต่อไป ทีแรกที่ผมลองทำสูตรนี้เพราะผมคิดว่าบอระเพ็ดเป็นยาอยู่แล้ว ไม่จำเป็น ต้องใช้จุลินทรีย์มาช่วยหมัก จึงกล้าลอง แต่เมื่อทำจริง ๆ แล้ว กลับได้ผลดีเกินคาดคิด เพราะยังมีจุลินทรีย์ หลงเหลือมาหมักอยู่ และเป็นจุลินทรีย์ที่ดีด้วย โดยสังเกตุว่า เมื่อหมักไปเป็นเวลา 3 เดือน จะมีรสเปรี้ยวเพิ่มขึ้นมา และจะไม่มีฝ้าขาวเกาะอยู่ที่ ผิวหน้าเลย บอระเพ็ดจะจมลงก้นถัง และเกิดน้ำใส(พลาสมา) สีสวย ๆ อันนี้ชอบมาก ใครเห็นก็เกิดศรัทธา ซึ่งแสดงว่าสามารถนำมาบริโภคได้แล้ว ซึ่งกระบวนการหมักให้ เกิดน้ำใสจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ยิ่งหมักนาน ยิ่งใสขึ้น และยิ่งดีขึ้น

แต่สูตรที่เค้าใช้ทั่วไปคือ นำบอระเพ็ดมาล้างแล้วผึ่งให้แห้งในที่ร่ม(เค้าบอกว่าถ้าผึ่งแดดแล้วจุลินทรีย์จะตาย) แล้วเติมน้ำและน้ำตาลผสมลงไปทีเดียวเลย ผลออกมา คือเกิดฝ้าขาว ซึ่งยังไม่ควรนำมาบริโภค แม้จะหมักเป็นเวลา 3 เดือน แล้วก็ตาม  อาจต้องรอเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลของการหมักแต่ละครั้งอาจจะ ไม่เหมือนกันก็ได้ และความเห็นแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมแล้ว ผมจะสังเกตุว่าน้ำทานได้หรือไม่ได้ตรงที่
1. ไม่มีหนอนในถุงพลาสติก อาจจะมีนอกถุงบ้างไม่เป็นไร
2. เป็นน้ำใส (พลาสมา)
3. ผลไม้จมก้นถัง
4. ยอมให้มีฝ้าขาวได้นิดหน่อยเท่านั้น
5. หมัก 3 เดือนขึ้นไป

3.2 ตัวอย่างกล้วย ผมจะหั่นเป็นแว่น ๆ (บางทีก็ใส่ทั้งลูก) แล้วนำมาหมักในถัง และทำเหมือนบอระเพ็ด เพียงแต่ไม่ต้องนำมาตากแดด เพราะกล้วยมีเปลือกกันเชื้อโรคอยู่แล้ว เมื่อทำแล้วก็ได้ผลดี เหมือนบอระเพ็ดคือ กล้วยจะจมและไม่มีฝ้าขาวเกาะที่ผิวหน้าเลย หมักประมาณ 3 เดือน จะเป็นน้ำใส(พลาสมา) สีทองอำพัน น่าศรัทธามาก แต่ต้องเลือกใช้น้ำตาลทรายแดงป่น  ที่มีสีอ่อน ๆ ด้วย

3.3 ยกตัวอย่างสมอและมะขามป้อม ถ้ามีแต่ลูกดี ๆ ก็ทำตามสูตรไปเลยไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีลูกออกช้ำ ๆ คล้าย ๆ จะเสียแต่ยังไม่เสีย ผมก็ใช้วิธี นำน้ำหมักที่หมักได้ที่แล้วโดยเลือกที่มีความเปรี้ยวมาก ๆ เช่นน้ำหมักจากกล้วย นำมาหมักหมักกับมะขามป้อมเลย ไม่ต้องเติมน้ำตาลและน้ำ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ



ของหมักสมุนไพร ที่ต้องหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ มี บอระเพ็ด  ลูกยอ  กล้วย
ที่ใส่ทั้งลูกคือ สมอ มะขามป้อม




ถุงใหญ่คือน้ำตาลทรายแดงป่น หรือโอทึ้ง
ถุงล่างคือน้ำตาลทรายแดงธรรมดา
ถ้าอยากให้ผลไม้จมก้นถังไว ต้องใช้นำตาลทรายแดงป่น
ถ้าใช้น้ำตาลทรายแดงธรรมดา ผลไม้มักจะลอยอยู่นานกว่า
สาเหตุที่ผลไม้ลอยคือ ยังมีการหมักอยู่ซึ่งในขั้นตอนการหมักที่เปลี่ยนน้ำตาล
เป็นแอลกอฮอลล์นั้น จะมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาด้วย
จึงมีส่วนดันผลไม้ให้ลอย และน้ำจะไม่ใส 
แต่เมื่อไม่มีการหมักในขั้นนี้แล้วจะไม่มีก๊าซคาร์บอนออกมา น้ำจะใส
ตามสูตรต้องใช้น้ำตาลทรายแดงป่นเท่านั้น แต่ผมใช้ผสมกัน
เพื่อให้น้ำออกมาสีสวยและประหยัดนิดหน่อย
การหมักนี้เราใช้จุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ซึ่งมันจะมีการหมักที่หลากหลายมาก
ตามคุณสมบัติของจุลินทรีย์แต่ละตัว ดังนั้นการหมักในแต่ละครั้ง
จะได้ผลไม่เหมือนกัน






เทคนิคการมัดถุง เพื่อให้อากาศเข้าออกได้ แต่หนอนเข้าไม่ได้
โดยใช้ขวดพลาสติกหนา ๆ เช่นขวดชาเขียว ตัดเอาแต่ส่วนบน
วางผ้าขาวบนปากขวด แล้วเอาสำลียัดลงไป แล้วเอาผ้าขาวปิดทับอีกทีหนึ่ง
เสร็จแล้วจึงมัดด้วยหนังยาง




ถังหมักครับ






เทคนิคการถ่ายน้ำหมักออกจากถัง ควรใช้สายยางดูดแบบกาลักน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำขุ่น
 และป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อน
ถ้าหากว่ามีผลไม้ลอยอยู่อาจจำเป็นต้องใช้  ตะแกรงพลาสติกเล็ก ๆ นำร่องลงไปก่อน
เพื่อกันไม่ให้ผลไม้มาอุดตันสายยาง




ภาพในถังหมักกล้วย



น้ำหมักจากกล้วย




ถังหมักลูกยอ

น้ำหมักจากลูกยอ



ภาพในถังหมักลูกสมอ

น้ำหมักจากลูกสมอ






ภาพนี้ไม่ใช่สุรานะครับ แต่เป็น น้ำหมักสูตรป้าเช็ง
ที่ผมหมักเอง โดยอายุผลไม้ต่าง ๆ ก็เฉลี่ย  6 เดือน - 1 ปีครับ
โดยหมักจาก กล้วย บอระเพ็ด ลูกยอ สมอ มะขามป้อม ครับ

ผมลองทานดูแล้วรสชาดขมมากครับ
เค้าว่ามันช่วยปรับสมดุลย์ในร่างกาย
กำจัดเซลล์ที่เสีย ช่วยเสริมสร้างเซลล์ใหม่ให้แข็งแรง
และมีประโยชน์อีกมากมาย ผมก็ทานไปยังงั้นแหละครับ
เพราะผมทานนมบัวหิมะธิเบตอยู่แล้ว ซึ่งก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง 
มีภูมิต้านทานสูงอยู่แล้ว ซึ่งผมก็ไม่เป็นหวัดเลย แม้จะตากฝนบ้างและ
อยู่ใกล้คนที่เป็นหวัดบ้าง

แต่ผมก็คิดว่า ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไร และผมก็ทานด้วย วันละ 1 ช้อนโต๊ะ
อย่างน้อยก็เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้แ่ก่ช้าตายยากครับ
ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ คงต้องดูในระยะยาวครับ

แต่ขอรับรองในเรื่องความปลอดภัยว่า ทานเข้าไปแล้ว
ไม่มีความผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ถ้าำทำถูกวิธีครับ
แต่ผลที่เห็นชัดคือ ทานอาหารอร่อยดีครับ

----------------------------------------------------------------------

หลังจากที่ผมเขียนบทความนี้ ผมได้แจกจ่ายน้ำหมักป้าเช็งนี้ให้กับคนใกล้ชิดทานซึ่งส่วนมากเป็นผู้มีอายุ 40 ขึ้นไป ก็รู้สึกว่า ส่วนใหญ่จะชอบและบอกว่าดีทั้งนั้น ถ้าเป็นสูตรอื่นก็มักไม่ชอบกันเท่าไหร่ รู้สึกว่าสูตรนี้เป็นที่นิยมมาก  และที่เห็นได้คือ มีเรี่ยวมีแรงขึ้น พุงเริ่มยุบ ทานอาหารอร่อย 


วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น



มาทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น 
โดยกรรมวิธีแบบธรรมชาติล้วน ๆ กันเถอะ

หลังจากที่ได้ทำน้ำหมักมาพอสมควรแล้ว ช่วงนี้จึงเปลี่ยนมาทำน้ำมันมะพร้าว แบบสกัดเย็น ดูบ้าง
ผมที่ได้อ่านข้อมูลที่  ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา บรรยายถึงสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวแล้ว รู้สึกว่ามีประโยชน์มากจริง ๆ วันนี้ได้โอกาสดี ผมจึงลองทำมะพร้าวอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรกนั้น ได้ทำสำเร็จมาแล้ว แต่ยังไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่  โดยกรรมวิธีนั้นผมได้หาอ่านในเน็ตนี่แหละครับ
ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมพึ่งทำครั้งที่สอง และที่ต้องการนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้สนใจทำเท่านั้น ไม่ขอรับรองว่ากรรมวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ขอยืนยันว่าเป็นวิธีสะดวกและง่าย และต้องการนำเสนอเพื่อให้เป็นอุทาธรณ์ จึงบอกทั้งกรรมวิธีที่ถูกและผิดครับ

ก่อนอื่นมาดูสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวกันก่อน มีอะไรกันบ้าง

1. ช่วยลดอนุมูลอิสระที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของไขมันในร่างกายโดยเฉพาะ
ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งและไขมันอุดตันรวมถึงโรคหัวใจซึ่งต่างจากการต้านอนุมูลอิสระของน้ำหมักจากผลไม้
2. ช่วย ตับ ไต ต่อมลูกหมาก ไทรอยด์ ให้ทำหน้าที่เป็นปกติ
3. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน
4. เพิ่มไขมันชนิดดี HDL และลดไขมันชนิดเลว HDL
5. มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
6. มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่ก่อโรค แต่ไม่ทำลายเชื้อที่ดีในลำไส้
7. ช่วยส่งเสริมให้เอนไซม์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. นำไปทำออยล์พูลลิ่งได้
9. นำไปชโลมผิวพรรณให้ชุ่มชื้น
10. มีวิตามินอีสูง ช่วยป้องกันรักษาฝ้า และนำไปใช้เป็นยากันแดดได้
ฯลฯ


ตารางเปรียบเทียบน้ำมันชนิดต่าง ๆ



มาเริ่มทำน้ำมันมะพร้าวกันเลยดีกว่าครับ





1. เมื่อได้กะทิมาแล้ว ให้คั้นกับน้ำอุ่นในอัตรา 1:1 โดยคั้นน้ำเดียวพอถ้าจะให้ดีควรเลือก มะพร้าวที่แก่จัด แต่ห้ามมีจาว จะได้น้ำมันเยอะ
ผมซื้อกะทิมา 6 โล ราคา 300 บาท
เมื่อได้น้ำกะทิมาแล้วผมได้นำมาใส่โหลแก้ว ปิดฝาด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ตั้งทิ้งไว้ ปล่อยให้กะทิแยกชั้นเอง




2. เมื่อตั้งไว้ครบ 12 ชม. แล้ว สังเกตุดู น้ำจะแยกเป็น 2 ชั้น







3. ผมได้สูตรแรกมา
เค้าบอกว่าให้ตั้งทิ้งไว้ 36 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำแยก เป็น 3 ชั้น
แล้วให้ดูดน้ำชั้นล่างอออก แล้วตักชั้นไขมันด้านบนทิ้งไป
ที่เหลือชั้นกลางจะเป็นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น
ผมจึงทำตามสูตร
และผมได้ปิดโหลด้วยฝาหม้อ






4. หลังจากปิดปากโหลด้วยฝาหม้อ แล้วปล่อยให้ทิ้งไว้ 3-4 ชม. มาดูอีกที ได้เรื่องเลยเลยครับ พอดีวันนั้นอากาศร้อนมาก กะทิชั้บนจึงขยายตัว คล้าย ๆ กับเดือด จึงต้องเอาฝาออก (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าทำหน้าร้อนไม่ควรปิดฝาครับ)







5. เอาฝาออกแล้วพอดีดูข้อมูลในเน็ตเพิ่มเติม เค้าบอกว่าอย่าให้โดนแดดเพราะจุลินทรีย์จะตาย เลยรีบแจ้นหากระดาษหนังสือพิมพ์มาคลุม






6. เมื่อตั้งทิ้งไว้จนครบ 36 ชม. จึงเปิดออกดู
เศร้าใจมาก น้ำมันแยกเป็น 3 ชั้นจริงอยู่ แต่ชั้นของน้ำมันน้อยมาก ๆ
จึงจำใจต้องทำตามขั้นตอนต่อไป คือดูดน้ำที่อยู่ด้านล่างออก
แล้วค่อย ๆ ตักกะทิชั้นบนออก ต้องตักด้วยความใจเย็นมาก
แล้วจึงตามด้วยการตักตักน้ำมันออกมา
ผมตักน้ำมันมาได้แค่ 1 แก้วเท่านั้นเอง
   ทำไงดีล่ะ คิดอยู่ในใจ  ถามกูเกิ้ลดีกว่า
(ในภาพนี้ผมดูดน้ำชั้นล่างออกแล้ว เหลือแต่ชั้นของน้ำมันกับกะทิ)






7. ค้นข้อมูลดูหลาย ๆ ที่ จนตาลาย จึงตัดสินใจทำตามสูตรนี้ดีกว่า เพราะเห็นคนเข้ามาดูกันเยอะมาก
ลิ้งค์ครับ


เมื่อได้สูตรใหม่แล้ว ผมจึงนำกะทิที่อยู่ชั้นบนสุด(รูปที่แล้ว) มัดใส่ถุงพลาสติก ได้ 2 ถุง แล้วนำไปแช่ตู้เย็นช่องธรรมดา 8 ชั่วโมง เมื่อกะทิแข็งดีแล้ว ก็นำมาห่อผ้าแล้วแขวนไว้เป็นเวลา 36 ชม. (ตามรูป)






8.ตามสูตรใหม่นี้บอกว่า ในครึ่งชั่วโมงแรกจะมีน้ำหยดออกมาให้ทิ้งไป ผมตั้งทิ้งไว้ก็ไม่เห็นมีน้ำหยดออกมา สงสัยว่าเป็นเพราะเราดูดน้ำออกไปตั้งแต่ขั้นตอนแรก
แล้วผมก็ต้องร้องเพลงรอต่อไป ในใจก็กังวลว่ามันจะเสียหรือเปล่า และยังสงสัยว่าถ้าไม่เข้าตู้เย็นก่อนจะเป็นอะไรมั๊ย แต่ก็เอาเถอะทำตามสูตรไปก่อนดีกว่า 
เมื่อตั้งทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชม. (กะทิละลายช้ามาก) ปรากฎว่า แอ่น ! แอ๊น ! น้ำมันเริ่มหยด ออกมาแล้วครับ หยดออกมาเรื่อย ๆ ประมาณ 1 หยด ต่อ 2 วินาที







9.ผมตั้งทิ้งไว้จนครบเวลา 36 ชม. จนมันหยดช้ามาก (แต่ก็ยังหยดอยู่ ประมาณ นาทีละหยด) ผมจึงมาเทใส่เหยือกแล้วตั้งทิ้งไว้สัก 2 ชม. (ตามสูตรบอกว่าแค่ครึ่งชม.ก็พอ) จะสังเกตเห็นน้ำมะพร้าวกับน้ำแยกจากกัน ซึ่งน้ำจะอยู่ด้านล่างและมีไม่กี่หยด ผมจึงค่อย ๆ บรรจงรินน้ำมันออกมาแล้วใช้ผ้าขาวบาง 4 ชั้น กรองใส่เหยือกอีกใบหนึ่ง  ผมทำแบบนี้อยู่ 2 รอบ







10. เมื่อได้น้ำมันที่ใส ดีแล้ว ให้เทใส่ขวด ผมได้ 1 ขวดเฮล์บลูบอยพอดี ขั้นต่อไป(ตามสูตรให้ต้มที่อุณหภูมิ 60 องศาเป็นเวลา 2 ชม.) เพื่อไล่น้ำที่อาจหลงเหลืออยู่ จะเก็บไว้ได้นาน  ไม่เสีย ไม่เหม็นหืน ถ้าทำดี ๆ ก็เก็บได้ถึง 2 ปี
 แต่ผมเห็นว่า ไหน ๆ ก็ทำแบบธรรมชาติ แล้ว ก็เอาให้สุด ๆ ไปเลย ผมจึงตั้งทิ้งไว้กลางแดด ให้ดวงอาทิตย์ต้มให้แทนก็แล้วกัน โดยนำผ้าขาววางบนปากขวดก่อน  แล้วนำสำลียัดลงไป แล้วจึงใช้ผ้าปิดทบมาอีกที แล้วรัดด้วยหนังยาง 
(รูปนี้ข้าน้อยพลาดไปแล้ว ดันโฟกัสด้านหลังเสียได้)







11. เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะเป็นแบบนี้








12. นำไปตั้งกลางแดด 1 วันเต็ม ๆ  วันนี้แดดจัดดีมาก
เมื่อหมดแดดแล้ว ให้นำสำลีเช็ดไอน้ำที่เกาะอยู่ในปากขวด






13. สุดท้าย ก็จะได้น้ำมันมะพร้าว ใสแจ๋วสมใจครับ แต่ก็เกือบไม่สำเร็จซะแล้ว
ผมคิดว่าน้ำมันมะพร้าวที่ทำเองนั้นดีกว่าที่มีขายตามท้องตลาดเสียอีกครับ ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ
1. น้ำมันมีความเบาและมีความหนืดน้อยกว่า ซึ่งเคยอ่านเจอในเน็ตเค้าบอกว่าน้ำมันมะพร้าวที่ดีต้องเบาและไม่หนืดมากเกินไป
2. ซื้อมะพร้าวจากคนที่รู้จัก จึงไว้ใจได้ในเรื่องสารพิษ เพราะได้ข่าวว่า ช่วงนี้มะพร้าวในบ้านเราราคาตก เพราะส่งออกไม่ได้ เจอตีกลับ เนื่องจากตรวจเจอสารในมะพร้าว เพราะเกษตรบางคนแอบฉีดสารเร่งเข้าไปที่ต้นมะพร้าว
3. ประหยัดกว่า 3 เท่า

หวังว่าใครที่เคยประสบปัญหา ทำน้ำมันมะพร้าวแล้วไม่ได้ผล  น่าจะลองทำดูใหม่นะครับ ตามขั้นตอนนี้ ไม่ยากครับ สวัสดี มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือทุกคนนะครับ

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Best Blogger TipsBest Blogger Tips