ไข่ดองน้ำส้มสายชูหมัก

ยาอมตะชุด 1 รักษา เบาหวาน ความดัน หัวใจ เก๊าท์ อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดข้อ ไหล่ติด หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาด สร้างภูมิต้านทาน ใบหน้าอ่อนวัย ไม่มีสิว

นมบัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์

สรรพคุณ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยให้ตับ ม้ามแข็งแรง รักษากระเพาะ และลำไส้ รักษาอาการภูมิแพ้ แพ้อากาศ ทำให้ความดันเป็นปกติ ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง ช่วยละลายนิ่ว อุดมด้วยแคลเซียม ตามธรรมชาติ ฯลฯ

น้ำหมัก ผัก ผลไม้ สมุนไพร เพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของเอนไซม์ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง โดยน้ำหมักจะช่วยให้เซล์ต่าง ๆ แข็งแรง มีอายุยืน และให้พลังงานในการกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติทันที ไม่ปล่อยให้ลุกลามเป็นเนื้อร้าย ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ลดคลอเลสเตอรอล ฯลฯ

น้ำชาหมักเพื่อสุขภาพ คอมบูชา

ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ลดอาการปวดศีรษะไมเกรน และโรคข้ออักเสบ ลดอาการผิดปกติของภาวะเมตาบอลิซึม ลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ เบาหวาน โรคเครียดและมะเร็ง ยับยั้งเชื้อที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด

สมุนไพรปราบมะเร็ง

รวบรวมสมุนไพรไทยที่พิฆาตมะเร็งได้จริง และสามารถปลูกเองได้ง่าย ๆ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักเอนไซม์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักเอนไซม์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มาทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับบริโภค สูตรป้าเช็งกันเถอะ


สวัสดีครับ หลังจากหายหน้าไปเป็นเดือน วันนี้ผมขอชวนท่านผู้อ่าน มาทำน้ำหมักชีวภาพ สำหรับบริโภค สูตรป้าเช็งกันครับ โดยผมได้สูตรมาจาก เว็บลักษณะนามดี ที่เสนอแนะวิธีทำ หรือจะไปดูข้อมูลได้ที่เว็บของป้าเช็งเองได้เลย ส่วน วีดีโอนั้น ชมได้ที่นี่ครับ

วิดีโอสอนการทำน้ำหมักของป้าเช็ง

โดยผมจะแนะนำการหมักโดยใช้สูตรของป้าเช็ง แต่มีการพลิกแพลงตามสไตล์ของผมเองครับ เพื่อความสะดวก ความปลอดภัย และได้ผลจริง

อุปกรณ์ที่ใช้
1. ถังพลาสติก 50 ลิตร
2. ถุงพลาสติกขนาดใหญ่
3. ขวดโออิชิ หรือขวดพลาสติกชนิดใดก็ได้ที่หนา ๆ หน่อย
4. หนังยาง

ส่วนผสม
1. น้ำตาลทรายแดงป่น หรือที่เรียกว่าโอทึ้ง หรือฝรั่งเรียก browns sugar  ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าน้ำตาลทั่วไป 1 ส่วน (5ลิตร)
2. ผลไม้ 3 ส่วน (15ลิตร) (ผลไม้ได้แก่ มะขามป้อม ลูกยอ บอระเพ็ด สมอ ลิ้นจี่ ลำใย) หรือผลไม้อื่น ๆ ที่มีตามฤดูกาล
3. น้ำบริสุทธิ์ไม่มีคลอรีน 5 ส่วน (25 ลิตร)

วิธีหมัก
1. ผสมน้ำและน้ำตาลทรายแดงป่นตามส่วนข้างต้น ละลายเข้าด้วยกัน
2. นำผลไม้ล้างน้ำสะอาดและผึ่งให้แห้งสนิท (ห้ามโดนแดดจัด) เสร็จแล้วหั่นผลไม้ ให้ได้ขนาดที่พอเหมาะ ส่วนสมอและมะขามป้อมให้ใช้ทั้งลูกได้เลย
3. นำถุงมารองในถังหมัก 2 ชั้น แล้วเทน้ำตาลทรายที่ผสมน้ำแล้ว และผลไม้ตามส่วนเข้าด้วยกัน แล้วมัดถุง ตามรูป
4. กดผลไม้ให้จมทุกวัน เพื่อกันส่วนบนขึ้นรา เป็นเวลา 1 เดือน แล้วต่อไปให้กดเดือนละครั้ง ก็พอ ต่อไปผลไม้จะจม และจะเกิดน้ำพลาสมา คือน้ำใส
5. เมื่อเกิดฝ้าขาวนิ่งแล้วจึงปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ ซึ่งส่วนนี้จะกลายเป็นวุ้นในโอกาสต่อไป (ฝ้าขาวไม่มีโทษ ฝ้าดำมีโทษ)
6. เมื่อหมักผลไม้ทุกอย่างครบ 6 เดือนแล้ว ให้ดูดน้ำผลไม้มากหมักรวมกันอีกเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 1 ปี จึงนำมาบริโภคได้ ส่วนถังเก่าก็ให้เติมน้ำและน้ำตาลตามสูตร และหมักเหมือนเดิมต่อไป สามารถเติมได้เรื่อย ๆ

คำแนะนำเพิ่มเติม

1. ถังที่ใช้ จะเป็นถังชนิดใดก็ได้ แต่ต้องมีถุงพลาสติกสำหรับใส่อาหาร รองข้างใน 2 ชั้น เพื่อ
1.1 ป้องกันหนอนเข้า
1.2 ป้องกันน้ำหมักกัดถัง
1.3 สามารถมัดปากถุงคล้าย ๆ กับแอร์ล็อคที่ใช้ในการบ่มไวน์ได้ (ดูรูปประกอบ)

2. ถ้าจะใช้ถังหมักโดยไม่มีพลาสติกรอง ต้องเป็นถังที่บรรจุอาหารบริโภคได้เท่านั้นสังเกตุที่สัญลักษณ์ เลข 5 มี สามเหลี่ยม ล้อมรูป หรือ สังเกตุ สัญลักษณ์ PP หรือHDPE  หรือดูที่ถังที่กำกับว่าใช้บรรจุอาหารบริโภคได้ ส่วนถังบรรจุของทั่วไปห้ามนำมาหมัก เพราะน้ำหมักจะเป็นกรดจะไปกัดเม็ดพลาสติกและเม็ดสีจะละลายออกมา ทำให้เป็นโทษกับผู้บริโภคได้ ถ้าให้ดีที่สุดควรจะเป็น PP สัญลักษณ์เบอร์ 5 เท่านั้น เพราะกรรมวิธีในการผลิตนี้ได้มาตรฐานเดียวกับขวดนมที่ใช้ชงให้ทารกดื่ม


3.สูตรการหมักนั้นมีหลายสูตร ถ้าเป็นห่วงเรื่องเชื้อโรคหรือเชื้อราปนเปื้อนผมขอแนะนำ สูตรนี้ดีกว่าคือ หมัก กับน้ำตาลก่อน 5 ชั้น เป็นเวลา 15 วัน

3.1 ตัวอย่างเป็นบอระเพ็ด ก็ให้หั่นบอระเพ็ดเป็นชิ้นใหญ่ ๆ แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วนำไปผึ่งตามแดดสัก 2-3 ชม. เพื่อให้แห้งสนิท เสร็จแล้วให้นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ว ใส่ลงถัง(ซึ่งมีพลาสติกรองอยู่แล้ว:ต่อไปจะไม่บอกเรื่องพลาสติกรองก็เป็นอันรู้กัน)
นำบอระเพ็ดใส่ลงถังโดยแบ่งเป็น 5 ชั้น ระหว่างชั้นก็ให้ใส่น้ำตาล 1 กก. แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน  ใส่บอระเพ็ดกับน้ำตาลสลับกันไปจนครบ 5 ชั้น จะหมดน้ำตาล 5 กก.พอดี วิธีนี้จะเป็นการกำจัดเชื้อราและจุลินทรีย์ที่เป็นโทษได้ดีเพราะมันทนน้ำตาลเข้มข้นไม่ได้ และจะเห็นน้ำจากบอระเพ็ดเริ่มซึมออกมาเอง(ปล่อยไว้ 15 วัน โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น สบายโก๋!) จากนั้นให้เทน้ำตามส่วนลงไป แล้วกดบอระเพ็ดให้จมทุกวัน คือทำตามสูตรเดิมต่อไป ทีแรกที่ผมลองทำสูตรนี้เพราะผมคิดว่าบอระเพ็ดเป็นยาอยู่แล้ว ไม่จำเป็น ต้องใช้จุลินทรีย์มาช่วยหมัก จึงกล้าลอง แต่เมื่อทำจริง ๆ แล้ว กลับได้ผลดีเกินคาดคิด เพราะยังมีจุลินทรีย์ หลงเหลือมาหมักอยู่ และเป็นจุลินทรีย์ที่ดีด้วย โดยสังเกตุว่า เมื่อหมักไปเป็นเวลา 3 เดือน จะมีรสเปรี้ยวเพิ่มขึ้นมา และจะไม่มีฝ้าขาวเกาะอยู่ที่ ผิวหน้าเลย บอระเพ็ดจะจมลงก้นถัง และเกิดน้ำใส(พลาสมา) สีสวย ๆ อันนี้ชอบมาก ใครเห็นก็เกิดศรัทธา ซึ่งแสดงว่าสามารถนำมาบริโภคได้แล้ว ซึ่งกระบวนการหมักให้ เกิดน้ำใสจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ยิ่งหมักนาน ยิ่งใสขึ้น และยิ่งดีขึ้น

แต่สูตรที่เค้าใช้ทั่วไปคือ นำบอระเพ็ดมาล้างแล้วผึ่งให้แห้งในที่ร่ม(เค้าบอกว่าถ้าผึ่งแดดแล้วจุลินทรีย์จะตาย) แล้วเติมน้ำและน้ำตาลผสมลงไปทีเดียวเลย ผลออกมา คือเกิดฝ้าขาว ซึ่งยังไม่ควรนำมาบริโภค แม้จะหมักเป็นเวลา 3 เดือน แล้วก็ตาม  อาจต้องรอเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลของการหมักแต่ละครั้งอาจจะ ไม่เหมือนกันก็ได้ และความเห็นแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมแล้ว ผมจะสังเกตุว่าน้ำทานได้หรือไม่ได้ตรงที่
1. ไม่มีหนอนในถุงพลาสติก อาจจะมีนอกถุงบ้างไม่เป็นไร
2. เป็นน้ำใส (พลาสมา)
3. ผลไม้จมก้นถัง
4. ยอมให้มีฝ้าขาวได้นิดหน่อยเท่านั้น
5. หมัก 3 เดือนขึ้นไป

3.2 ตัวอย่างกล้วย ผมจะหั่นเป็นแว่น ๆ (บางทีก็ใส่ทั้งลูก) แล้วนำมาหมักในถัง และทำเหมือนบอระเพ็ด เพียงแต่ไม่ต้องนำมาตากแดด เพราะกล้วยมีเปลือกกันเชื้อโรคอยู่แล้ว เมื่อทำแล้วก็ได้ผลดี เหมือนบอระเพ็ดคือ กล้วยจะจมและไม่มีฝ้าขาวเกาะที่ผิวหน้าเลย หมักประมาณ 3 เดือน จะเป็นน้ำใส(พลาสมา) สีทองอำพัน น่าศรัทธามาก แต่ต้องเลือกใช้น้ำตาลทรายแดงป่น  ที่มีสีอ่อน ๆ ด้วย

3.3 ยกตัวอย่างสมอและมะขามป้อม ถ้ามีแต่ลูกดี ๆ ก็ทำตามสูตรไปเลยไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีลูกออกช้ำ ๆ คล้าย ๆ จะเสียแต่ยังไม่เสีย ผมก็ใช้วิธี นำน้ำหมักที่หมักได้ที่แล้วโดยเลือกที่มีความเปรี้ยวมาก ๆ เช่นน้ำหมักจากกล้วย นำมาหมักหมักกับมะขามป้อมเลย ไม่ต้องเติมน้ำตาลและน้ำ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ



ของหมักสมุนไพร ที่ต้องหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ มี บอระเพ็ด  ลูกยอ  กล้วย
ที่ใส่ทั้งลูกคือ สมอ มะขามป้อม




ถุงใหญ่คือน้ำตาลทรายแดงป่น หรือโอทึ้ง
ถุงล่างคือน้ำตาลทรายแดงธรรมดา
ถ้าอยากให้ผลไม้จมก้นถังไว ต้องใช้นำตาลทรายแดงป่น
ถ้าใช้น้ำตาลทรายแดงธรรมดา ผลไม้มักจะลอยอยู่นานกว่า
สาเหตุที่ผลไม้ลอยคือ ยังมีการหมักอยู่ซึ่งในขั้นตอนการหมักที่เปลี่ยนน้ำตาล
เป็นแอลกอฮอลล์นั้น จะมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาด้วย
จึงมีส่วนดันผลไม้ให้ลอย และน้ำจะไม่ใส 
แต่เมื่อไม่มีการหมักในขั้นนี้แล้วจะไม่มีก๊าซคาร์บอนออกมา น้ำจะใส
ตามสูตรต้องใช้น้ำตาลทรายแดงป่นเท่านั้น แต่ผมใช้ผสมกัน
เพื่อให้น้ำออกมาสีสวยและประหยัดนิดหน่อย
การหมักนี้เราใช้จุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ซึ่งมันจะมีการหมักที่หลากหลายมาก
ตามคุณสมบัติของจุลินทรีย์แต่ละตัว ดังนั้นการหมักในแต่ละครั้ง
จะได้ผลไม่เหมือนกัน






เทคนิคการมัดถุง เพื่อให้อากาศเข้าออกได้ แต่หนอนเข้าไม่ได้
โดยใช้ขวดพลาสติกหนา ๆ เช่นขวดชาเขียว ตัดเอาแต่ส่วนบน
วางผ้าขาวบนปากขวด แล้วเอาสำลียัดลงไป แล้วเอาผ้าขาวปิดทับอีกทีหนึ่ง
เสร็จแล้วจึงมัดด้วยหนังยาง




ถังหมักครับ






เทคนิคการถ่ายน้ำหมักออกจากถัง ควรใช้สายยางดูดแบบกาลักน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำขุ่น
 และป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อน
ถ้าหากว่ามีผลไม้ลอยอยู่อาจจำเป็นต้องใช้  ตะแกรงพลาสติกเล็ก ๆ นำร่องลงไปก่อน
เพื่อกันไม่ให้ผลไม้มาอุดตันสายยาง




ภาพในถังหมักกล้วย



น้ำหมักจากกล้วย




ถังหมักลูกยอ

น้ำหมักจากลูกยอ



ภาพในถังหมักลูกสมอ

น้ำหมักจากลูกสมอ






ภาพนี้ไม่ใช่สุรานะครับ แต่เป็น น้ำหมักสูตรป้าเช็ง
ที่ผมหมักเอง โดยอายุผลไม้ต่าง ๆ ก็เฉลี่ย  6 เดือน - 1 ปีครับ
โดยหมักจาก กล้วย บอระเพ็ด ลูกยอ สมอ มะขามป้อม ครับ

ผมลองทานดูแล้วรสชาดขมมากครับ
เค้าว่ามันช่วยปรับสมดุลย์ในร่างกาย
กำจัดเซลล์ที่เสีย ช่วยเสริมสร้างเซลล์ใหม่ให้แข็งแรง
และมีประโยชน์อีกมากมาย ผมก็ทานไปยังงั้นแหละครับ
เพราะผมทานนมบัวหิมะธิเบตอยู่แล้ว ซึ่งก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง 
มีภูมิต้านทานสูงอยู่แล้ว ซึ่งผมก็ไม่เป็นหวัดเลย แม้จะตากฝนบ้างและ
อยู่ใกล้คนที่เป็นหวัดบ้าง

แต่ผมก็คิดว่า ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไร และผมก็ทานด้วย วันละ 1 ช้อนโต๊ะ
อย่างน้อยก็เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้แ่ก่ช้าตายยากครับ
ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ คงต้องดูในระยะยาวครับ

แต่ขอรับรองในเรื่องความปลอดภัยว่า ทานเข้าไปแล้ว
ไม่มีความผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ถ้าำทำถูกวิธีครับ
แต่ผลที่เห็นชัดคือ ทานอาหารอร่อยดีครับ

----------------------------------------------------------------------

หลังจากที่ผมเขียนบทความนี้ ผมได้แจกจ่ายน้ำหมักป้าเช็งนี้ให้กับคนใกล้ชิดทานซึ่งส่วนมากเป็นผู้มีอายุ 40 ขึ้นไป ก็รู้สึกว่า ส่วนใหญ่จะชอบและบอกว่าดีทั้งนั้น ถ้าเป็นสูตรอื่นก็มักไม่ชอบกันเท่าไหร่ รู้สึกว่าสูตรนี้เป็นที่นิยมมาก  และที่เห็นได้คือ มีเรี่ยวมีแรงขึ้น พุงเริ่มยุบ ทานอาหารอร่อย 


วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

มาทำน้ำหมักจากมะม่วงกันเถอะ


มาทำน้ำหมักจากมะม่วงกันเถอะ

วันนี้ขอพาผู้อ่านทุกท่านมาชมวิธีทำน้ำหมักจากมะม่วงแบบง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง ซึ่งผมได้รับมะม่วงน้ำดอกไม้ ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง และไม่ใส่ปุ๋ย มาฟรี ๆ
คือเหตุมีอยู่ว่า ผมได้ทำน้ำหมักมาระยะหนึ่งแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่ง คนใกล้ชิด เป็นโรคชัก ชัก 2 วันติดกันเลย ผมก็เลยให้ลองทานน้ำหมัก ผลปรากฎว่า โรคชักก็ไม่กำเริบขึ้น แต่ยังกินยาหมออยู่ และโรคปวดหัวก็หาย และประจำเดือนที่หมดไปแล้วก็กลับมีขึ้นมาได้ และสุขภาพทั่วไปก็รู้สึกดีขึ้น หน้าตาก็แจ่มใสขึ้น เค้าก็ดีใจมาก พอดีที่บ้านเค้ามีสวนมะม่วงน้ำดอกไม้ เลยให้ผมมา

ก่อนอื่น เรามาดูสรรพคุณของมะม่วงน้ำดอกไม้กันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
กรมอนามัยได้มีการวิจัย 10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง ปรากฎว่ามะม่วงน้ำดอกไม้สุกครองอันดับ 1 ตามด้วยมะเขือเทศราชินี ส่วนฝรั่งกลมสาลี่มีวิตามินซีมากสุด

       คุณค่าทางอาหาร ต่อปริมาณ 100 กรัม
พลังงาน      60 Kcal         โปรตีน        0.6 g.
ไขมัน         0.3 g.           คาร์โบไฮเดรต       15.9 g.
ใยอาหาร     0.5 g.           แคลเซี่ยม    10.0 mg.
ฟอสฟอรัส   15.0 g.         ธาตุเหล็ก     0.3 mg.
วิตามินเอ     133.0 IU      วิตามินซี      36.0 mg.

สรรพคุณ
      ดับกระหาย แก้อาการไอ ละลายเสมหะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ขับปัสสาวะ ช่วยให้เลือดลมของสตรีเป็นปกติ
ที่มา

เรามาเริ่มหมักกันเลยดีกว่า

สูตรนี้เป็นสูตรที่ชาวบ้านนิยมใช้นะครับ จะได้น้ำหมักที่เข้มข้นมาก
สัดส่วนคือ คือ น้ำตาล:ผลไม้:น้ำ คือ 1:3:5
กรรมวิธีที่ผมนำเสนอนี้ขอให้ถือว่าแค่แนะนำนะครับ
ส่วนท่านที่จะทำตาม กรุณาปรับปรุงให้เหมาะสมตามความสะดวกครับ


ขั้นตอนที่ 1. นำมะม่วงมาเรียงไว้บนโต๊ะ




2. เอาแป้งเย็นโรยขาโต๊ะ กันมดขึ้น



3. หาผ้ามาคลุม เพื่อบ่มมะม่วงให้สุก สำคัญมาก ไม่อย่างนั้น แมลงจะมาไข่




4. บ่มได้สัก 3-4 วัน มะม่วงสุกพอดี ชุดนี้ผมหมักได้ 2 ถัง (ถัง 50 ลิตร)
มะม่วงที่นำมาหมักนี้ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลงสีสันภายนอกอาจจะไม่สวย
และต้องระวังเรื่องหนอนของแมลงวันที่เจาะมะม่วงครับ
ถ้าเน่าก็ส่งคืนธรรมชาติเขาไป



5. เฉือนมะม่วงทั้งเปลือกใส่ถาด แล้วใช้ช้อนคว้านเอาแต่เนื้อ เปลือกให้เอาทิ้งไป ถ้าทำ 2 คน จะลงตัวพอดี ช่วยกันเฉือน ช่วยกันขูด



6. เม็ดมะม่วง ทำการขูดเนื้อออกให้หมด เอาแต่เนื้อ เมล็ดทิ้งไป


 

7. นำเนื้อใส่ถุงพลาสติกใส ใบใหญ่มาก 2 ชั้น ซ้อนกัน ให้ได้น้ำหนักเนื้อ ประมาณ 12-15 กก. 



 9. น้ำตาลทรายที่ใช้ ผมใช้ น้ำตาลทรายอ้อย(brown sugar หรือโอทึ้ง) ครึ่งถุง คือ 2.5 กก. และน้ำตายทรายแดง 3 กก. ครับ เพื่อไม่ให้สีของน้ำหมักเข้มจนเกินไป

แต่ถ้าต้องการสีอำพันสวย ๆ ก็อาจใช้น้ำตาลทรายแดง 4 กก. น้ำตาลอ้อย 1 กก.ก็ได้ครับ และจากที่ได้ลองหมักมาพบว่า ถ้าใช้น้ำตาลอ้อยอย่างเดียว โดยส่วนมากผลไม้จะจมลงก้นถังทั้งหมด ภายใน 3 เดือน แต่ถ้าใช้น้ำตาลทรายแดง มักจะเหลือผลไม้บางส่วนลอยอยู่ แม้ว่าจะหมักนาน ถึง 3 เดือนแล้วก็ตามที



 
10. นำน้ำสะอาด (ไม่จำเป็นต้องต้ม) มาผสมกับน้ำตาลให้เข้ากัน ในที่นี้ ต้องใช้ น้ำ 5 ส่วน คือ 25-30 ลิตร  ผมกะ ๆ เอา 
ถ้าผู้อ่านใช้น้ำปะปาต้องเปิดฝาตั้งทิ้งไว้ก่อน 2 คืน เพื่อให้คลอรีนละเหย ส่วนผมใช้น้ำจากบ่อแล้วกรองด้วยเครื่องกรองน้ำแอมเวย์




11. ค่อย ๆ ประคองถุงใส่มะม่วงใส่ลงในถัง แล้วเทน้ำตาลที่ผสมน้ำแล้วลงไป





11.เมื่อเทน้ำใส่แล้วจะเห็นมะม่วงลอยอยู่  สีสันน่ากินมาก กลิ่นหอมอีกต่างหาก



  
12. มัดปากถุง อย่าให้แน่นเกินไป และอย่าให้หลวมเกินไป
เพราะถ้าแน่นเกินไป อากาศจะออกไม่ได้  ถ้าหลวมเกินไป อาจมีหนอนเข้าไปได้
และภายใน 15 วัน ต้องคอยกดผลไม้ ให้จมน้ำทุกวัน หลังจากนั้นก็นาน ๆ กดที
เพื่อป้องกันเชื้อรามาเกาะ
ประมาณ 2-3 เดือน ผลไม้จะจมก้นถัง น้ำหมักจะใส เริ่มนำไปบริโภคได้ แต่ถ้าจะให้ดี ต้องหมัก 1 ปี
ถ้าต้องการวุ้นไว ๆ ผมมีสูตรที่พบโดยบังเอิญ คือ ให้เอาน้ำหมักนี้เทลงระหว่างถุงชั้นที่ 1 และ 2 คือให้มีน้ำปริ่ม ๆ อยู่ ประมาณ 1 เดือน จะเกิดวุ้น บางทีก็เกิดหนอนด้วย แต่ไม่เป็นไร เพราะถุงชั้นในเรามัดปากไว้แล้ว หนอนเข้าไม่ได้  ให้เราเอาวุ้นนั้นเทกลับคืนในถังได้ วุ้นจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่มัดปากถุงวุ้นจะขยายไวมาก แต่เสี่ยงต่อการเกิดหนอนครับ





13. ปิดฝา อย่าให้แน่นจนเกินไป เผื่อให้อากาศเข้าออกได้บ้างเล็กน้อย และอย่าลืมเขียนวันที่ทำปิดไว้ด้วยนะครับ

เสร็จแล้วครับ ไม่ยาก
ขอบคุณทุกท่าน ที่ติดตามนะครับ


การนำไปใช้
เมื่อหมักได้ 2-3 เดือน จนผลไม้จมลงแล้วเกิดน้ำใส ให้ดูดน้ำไปบริโภคได้
ส่วนในถังหมักนั้น ให้เติมน้ำตาลทรายผสมน้ำ ในสัดส่วน 1:5 เหมือนเดิม หมัก 3 เดือน เหมือน เดิม คือดูดน้ำ ออกทำได้เรื่อย ๆ จนครบ 2 ปี ต่อไปให้หมักทิ้งไว้ได้ เป็น 10 ปีก็ได้
หรือจะหมักไว้ทีเดียว 1 ปี 2 ปี 6 ปี หรือ 10 ปี ก็ได้ ยิ่งหมักนานยิ่งดี มาก ๆ ๆ ๆ แต่ที่นิยมส่วนมากคือ หมัก 1 ปี
การหมักไว้นาน  ๆ จะคล้าย ๆ กับการบ่มไวน์ โมเลกุลของตัวยาจะเล็กมากสามารถแทรกซึมเข้าสู่เซลล์ได้ดีเยี่ยม  และในน้ำหมักยังมอบพลังงานให้กับเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายทำให้ร่างกายมีกำลัง มีภูมิต้านทาน  และพลังงานนี้ระบบภูมิคุ้มกันยังสามารถนำไปใช้ทำลายเซลล์ที่ผิดปกติก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งได้อีกด้วย
และในน้ำหมักมีกรดน้ำส้ม ที่มีประสิทธิภาพ ในการละลายลิ่มเลือด ไขมัน และหินปูน อีกด้วย
สรุปว่า น้ำหมักนี้ มีส่วนช่วยสารพัดโรคครับ

ปล.
ผมได้ทำการหมักเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555
และได้ลงบล็อกวันนี้  25 เมย. รู้สึกว่า ยีสต์ในถังหมัก ที่ติดมากับมะม่วงตามธรรมชาติเริ่มสำแดงเดชแล้ว แต่ก่อนได้ยินแต่เค้าว่า วันนี้ได้สัมผัสกับตัวเองแล้วครับ มีการส่งเสียงปุด ปุด มีฟองอากาศผุดอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีเวลาพักผ่อนถ้ายีสต์ขยันทำงานอย่างนี้ เดาได้เลยว่า หมักไปนาน ๆ ต้องเปรี้ยวแน่นอน
เพราะยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอลล์ และแบคทีเรียอะซิโตแบคเตอร์จะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นกรดน้ำส้มอีกทีหนึ่ง คิดว่าเมื่อหมักได้ที่แล้ว ผมจะลองนำมาดองไข่แล้วจะนำมารายงานผลให้ทราบอีกทีหนึ่งนะครับ
และถ้ามีเวลา ผมจะมาอัพ ผลของการหมักเรื่อย ๆ นะครับ
ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ สวัสดีครับ


------------------------------------------------------------------------------------------


มาอัพบล็อกครับ
รูปนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2555
ก็หมักได้ประมาณ 2 เดือนครึ่งครับ
สังเกตุน้ำเริ่มใสแล้ว แต่เนื้อมะม่วงประมาณ  20 % เท่านั้นที่ลอยอยู่ ส่วนมากจะจมลงก้นถังกันหมดครับ คิดว่าถ้าใช้น้ำตาลอ้อยทั้งหมดคงจะจมก้นถังหมดแล้วครับ และผมลองชิมดูก็เปรี้ยวดีครับและมีกลิ่นแอลกอฮอล์ด้วย ส่วนรสหวานไม่มีเหลืออยู่แล้วครับ ส่วนน้ำหมักบางส่วนที่คาอยู่ระหว่างถุงชั้น 1 และ 2 นั้น ซึ่งเกิดจากการเทแล้วกระฉอกออกมานั้น  เปรี้ยวมากครับ เปรี้ยวสุด ๆ เท่ากับน้ำส้มสายชูหมักที่ขายตามท้องตลาดเลยครับ



วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เอนไซม์ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อการพอเพียง

คำนำ
            คำว่า “เอนไซม์” เป็นการกำหนดคำหลังจากนักวิทยาศาสตร์พบว่าเป็นโครงสร้างของโปรตีนที่มีสารไวตามิน แร่ธาตุ ออกซิเจน รวมอยู่ตลอด ถึงแม้จะทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว สารดังกล่าวยังคงแตกตัวต่อเนื่องแบบไม่รู้จบ และคงสภาวะปฏิกริยาตามความหนาแน่นของอินทรียวัตถุในแต่ละสิ่งแวดล้อม
            การสร้างสารดังกล่าวเกิดมาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยพุทธกาลพบว่า น้ำดองน้ำมูตรเน่าบริสุทธิ์ (หมักนานเกินกว่า 1 ปี) ก็จะยังคุณสมบัติของเอนไซม์มากกว่า 8 ชนิดอยู่ และมีความสามารถทำงานอย่างต่อเนื่อง
            ข้าพเจ้าขออนุโมทนาพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ในพระพุทธองค์ ข้าพเจ้าขอน้อมจิตเผยแพร่แด่สาธุชนทั้งหลาย

เนื้อหา
            สำหรับการทำน้ำหมักชีวภาพ หรือ เอนไซม์เพื่อการบริโภคนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล น้ำสมอดองถือเป็น “น้ำอมตะ และยาอายุวัฒนะ แห่งการรักษาชีวิต”
            ซึ่งหากจะแปลความจากการวิเคราะห์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ น้ำหมักชีวภาพ หรือ เอนไซม์ ก็คือ น้ำมูตรเน่าเถ้าดองที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก สารอินทรีย์ที่ได้จากการหมักนั้นได้ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์แก่มวลมนุษยชาติมานานนับพันปี
            เกือบยี่สิบกว่าปีแห่งการค้นคว้า คณะสงฆ์เครือข่ายภาคอีสาน และชมรมบ้านสุขภาพ ได้ร่วมศึกษาและค้นคว้าพืชผักผลไม้ สมุนไพรต่าง ๆ นานาชนิดที่มีอยู่ในประเทศไทย
            เราพบว่าการนำผักผลไม้มาหมักตาม ทฤษฎีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหาร เพื่อให้เกิดการซึมของน้ำหมัก ซึ่งจะได้สารอาหารซึ่งอยู่ในรูปของสารละลาย ครบ 5 หมู่ ตามความต้องการของร่างกายในสภาวะฟื้นฟูและดูแลจากขบวนการหมัก
            “สารอาหารที่ออกมานั้นอยู่ในรูปของ กรดอะมิโนจากโปรตีน พลังงานจากแป้ง ไวตามินและแร่ธาตุจากผักผลไม้”
            ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็น สารอาหารที่ร่างกายต้องการในระดับต่าง ๆ กัน ในกรณี “สมุนไพร” ก็เช่นกัน นอกจากจะได้สารอาหารต่าง ๆ แล้วยังทำให้สมุนไพรออกฤทธิ์ในการรักษามากขึ้น แต่ไม่มีผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์จากน้ำยาง แต่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่หมักนานมากกว่า 5 ปี จึงจะมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งกรดอะมิโน ไวตามิน เกลือแร่ และออกซิเจนจะออกฤทธิ์อยู่ในรูปสารละลาย และไม่มีผลข้างเคียง
            สารละลายที่ได้รับจากขบวนการหมักดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นตัวลดการเผาผลาญเกินในร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิด เซลล์ผิดปกติต่าง ๆ เช่น เซลล์เนื้องอก เซลล์มะเร็ง เซลล์ที่เกิดการรวมตัวแบบแยกส่วน (MCTD : MIXED CONNECTIVE TISSUE DESEASE) หรือ อาการภูมิแพ้ หรือแพ้ภูมิตนเองให้ลดลง และปรับฮอร์โมนให้ปรกติ



การผลิตน้ำหมักชีวภาพเป็นเทคโนโลยีที่ผมผสานระหว่าง ภูมิปัญญาพื้นบ้านและความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์
ซึ่งการที่ จะได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์อย่างไรนั้น จำเป็นที่จะต้องมองถึงองค์ประกอบสำคัญในเรื่องวัตถุดิบ รวมไปถึงสัดส่วน และระยะเวลาที่ใช้ในการผลิตเอนไซม์
สาระสำคัญที่เกิดขึ้นนี้ หากปฏิบัติถูกวิธีก็จะให้สารที่มีคุณประโยชน์ต่อการบริโภค กล่าวคือ เมื่อกินเข้าไปแล้วเป็นผลดีต่อร่างกาย เช่น จุลินทรีย์แลคติก กรดอะมิโน กรดแลคติก และสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น
ทำไมถึงเรียก “เอนไซม์”
เอนไซม์ คือ โปรตีนที่คัดหลั่งมาจากเซลล์ที่มีฤทธิ์กระตุ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น ๆ โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง
ชื่อ เอนไซม์ ถูกเสนอโดยนักสรีรวิทยาชาวเยอรมันในปี 1867 มาจากกลุ่มคำศัพท์ “Enzyme” เป็นคำเรียกสารที่มีโปรตีน และไวตามินอยู่ร่วมกัน และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อย
กระนั้นเอนไซม์ยังจำแนกได้อีก 700 กว่าชนิด


การหมักน้ำเอนไซม์ มีกระบวนการทางเคมีทางทฤษฎีของการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลจากผลไม้เป็นกรดน้ำส้ม
สูตรทางเคมีคือ CH3COOH  เมื่อสารละลายน้ำแล้ว น้ำส้มสายชูก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของโอโซน (O3) ซึ่งไวต่อการทำลายเซลล์ตายและให้กำลังกับเซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่
CH3COH + O + O2     เปลี่ยนเป็น          O3 + 2H2O + 2C (Ash)
กลุ่มทางเคมีในรูปของเอนไซม์ ทีมีชื่อว่า “อะเซททิล โคเอ” (Acetyle Co-A) ทำหน้าที่ควบคุมเอนไซม์ที่ช่วยย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ทำให้สารอินทรีย์ถูกย่อยเปลี่ยนรูปเป็น กรดน้ำส้มสายชู และเพิ่มโอโซนธรรมชาติในชั้นบรรยากาศมากขึ้น
ดังนั้น เอนไซม์ คือ สารที่เกิดจากขบวนการแตกตัวสารอาหารด้วยขบวนการ IONIC DISCHARGE
ซึ่งจะให้ สารอาหารที่อยู่ในรูปของ อิออนบวกและลบ ทำให้เกิดการสลายอนุมูลอิสระในร่างกาย ให้เกิดเป็นอนุมูลธาตุ ทำให้เซลล์ลดการตายลงและมีชีวิตต่อไปได้
เมื่อร่างกายได้รับเอนไซม์จากขบวนการดังกล่าวจะช่วยทำให้เซลล์และขบวนการทางเคมีต่าง ๆ ในร่างกายเกิดสภาวะสมดุล จนเกิดการซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญก็คือ กรดอะมิโน สารอาหารในกลุ่ม โปรตีน ไวตามิน และเกลือแร่ คือ ไวตามินบีรวม บี 1  บี 2  บี 12  แร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และชะล้างส่วนที่ตายแล้วให้ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์ของเอนไซม์จากการวิจัยดังนี้
1. เอนไซม์ช่วยเปลี่ยนอาหารคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเส้นใยอาหารให้เป็นกรดอินทรีย์ เช่นกรดแลคติก กรดอะซิติก และกรด บิวทีริก ซึ่งมีความเป็นกรดอ่อน ๆ ทำให้เอนไซม์มีรสเปรี้ยว และช่วยทำให้การขับถ่ายเป็นไปได้อย่างลื่นสะดวก กรดอินทรีย์บิวทีริกเสริมการสร้างดีเอ็นเอ และเพิ่มจำนวนเซลล์บุผิวในลำไส้ใหญ่ให้มีมากแข็งแรงมีอายุยืนกว่าเดิม ทำหน้าที่ต้านเชื้อโรคได้ดี ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ดี
2. เอนไซม์สร้างไวตามิน B12  ไวตามิน K และไวตามิน B หลายชนิด  บำรุงเม็ดเลือด  เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท และเซลล์ทั่วไป
3. ช่วยสร้างเอนไซม์แลคเตส เพื่อย่อยน้ำตาลในนม ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น
4. สร้างสารต่อต้านเชื้อโรค สารอินทรีย์นี้เรียกว่า แบคทีริโอซิน (bacteriocins) มีหลายชนิด ได้แก่ acidolin, acidophilin, bulgarican, lactocillin และ niacin ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายเช่น เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ เชื้อที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (Helicobacter pylori) เชื้อที่เกิดตามผิวหนังที่ทำให้เป็นแผลพุพองเรื้อรังและดื้อต่อยาปฏิชีวนะ (methicillin resistant Staphy lococcus aruecus (MRSA) เชื้อที่ทำให้ท้องร่วง (Escherichia coil, Salmonella , Listeria, Shigella และเชื้อที่ทำให้เกิดเหม็นเน่า (Clostridium perfringens)
5. ช่วยละระดับโคเลสเตอรอลในเลือด
6. ช่วยในการทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle) ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการหมดประจำเดือน และบรรเทาการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วย เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมบกพร่อง)
7. ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดมะเร็ง ลดอาการแพ้ คลื่นไส้ ผมร่วง ทำให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น และพบว่าทำให้ปริมาณฮีโมโกลบินสูงขึ้นด้วย
8. ช่วยลดการเกิดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน
9. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดลอง ทั้งในระดับ ระยะเริ่มต้น (initlation) และระยะส่งเสริม (promotion) ของโรคมะเร็ง และในทางระบาดวิทยา พบว่าในคนมีความสัมพันธ์กับการลดอัตราการเสี่ยงของมะเร็งลำไส้


ขั้นตอนการผลิตเอนไซม์เพื่อการบริโภค
1.  จัดเตรียมอุปกรณ์ ซึ่งประกอบด้วย
     ผลไม้หรือสมุนไพร : น้ำผึ้ง : น้ำสะอาด  ในอัตราส่วน 3:1:10


2.  นำผลไม้มาทำความสะอาด ถ้าผลไม้ใหญ่ให้แบ่งเป็นชิ้นเล็ก แล้วใส่ในภาชนะตามอัตราส่วนโดยเหลือพื้นที่ 1/5 ของภาชนะ เพื่อให้อากาศภายในมีการหมุนเวียน
3.  ปิดฝาและทำประวัติติดข้างภาชนะหมัก ประกอบด้วย
     * ชนิดของผลไม้   *วันเดือนปีที่ผลิต
4.  เมื่อได้ระยะเวลา 3 เดือนแล้ว เกิดน้ำใส (Ionic plasma) ลอยตัว ให้ดูดออกด้วยสายยางแล้วนำมาขยายต่ออีก ทุก ๆ 3 เดือน เป็นเวลา 3 ปี ในอัตราส่วน  น้ำใส:น้ำผึ้ง:น้ำ  1:1:10
5. ตัวกากที่ก้นภาชนะหมักต่อไปในอัตราส่วนเดิม คือ
กากผลไม้ที่เหลือ
: น้ำผึ้ง 1 ส่วน : น้ำสะอาด 10 ส่วน
6. เมื่อครบ 3 ครั้งแล้ว กากที่เป็นผงตะกอน ให้หมักในอัตราส่วน
กาก 1 ช้อนโต๊ะ : ผลไม้ 10 กก. : น้ำสะอาด 10 ส่วน
     หมักจนได้น้ำใส แล้วเอามาต่ออีกเหมือนตอนต้นไปได้เรื่อย


 ประเภทของผลไม้และสารอาหารที่ได้รับ
หมักผลไม้รสหวาน          ได้วิตามิน  เอ  ดี  อี
หมักผลไม้รสเปรี้ยว         ได้วิตามิน ซี เค
หมักจากข้าว                  ได้วิตามิน บี ซี อี
การสังเกต
วิตามินบี                        จะมีกลิ่นเหม็นอมเปรี้ยว
วตามินซี                        จะมีกลิ่นเปรี้ยว สีส้ม
วิตามินเค                       จะมีสีแดง
วิตามินดี                        จะมีกลิ่นหอม
วิตามินอี                        จะมีสีใส

การนำเอนไซม์มาใช้เพื่อการบริโภค
การนำเอนไซม์มาใช้เพื่อการบริโภคนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึง
1. ค่า PH ต่ำกว่า 4
2. ประจุไฟฟ้า 1,000 – 2,000 ไมโครซีเมนต์
3. ปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 และไม่มีเมทธิลแอลกอฮอล์ ซึ่งแก้ได้โดยการผสมน้ำเพิ่ม 10 เท่า จะไม่มีแอลกอฮอล์


การผสมเอนไซม์พร้อมดื่ม
1. เอนไซม์ 1 ปีขึ้นไป 1 ส่วน ต่อน้ำผึ้ง 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน นำมาผสมในภาชนะ (ถ้าใช้น้ำผึ้งที่มีความชื้น 20 % สามารถดื่มได้ทันที แต่น้ำผึ้งธรรมดาต้องหมักไว้ 3 เดือน) จึงนำมาดื่มได้
2. ถ้าไม่ดื่มโดยทิ้งไว้จนครบ 3 เดือน สามารถนำมาขยายต่อในอัตราส่วนเดิมได้อีก คือ น้ำเอนไซม์ 1 ส่วน + น้ำผึ้ง 1 ส่วน + น้ำ 10 ส่วน (เอนไซม์ที่นำมาขยายควรมีอายุการหมักตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เมื่อนำมาขยายแล้ว ประสิทธิภาพจะไม่ลดลง แต่จะได้ปริมาณมากขึ้น และประหยัด)

น้ำเอนไซม์ที่ผ่านขบวนการหมัก
สามารถนำมาประยุกต์ทำอะไรได้บ้าง

อายุ 2 ปี นำมาผสมกับน้ำด่าง สามารถนำมาผลิตทำแชมพูสระผม น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน สบู่น้ำ เป็นต้น
อายุ 4 ปี ใช้หัวเชื้อ 1 ส่วน + น้ำผึ้ง 1 ส่วน ผลไม้ 3 ส่วน น้ำ 10 ส่วน หมักต่อไป 15 วัน สามารถนำมาทำน้ำยาบ้วนปาก ล้างแผลสด แผลอักเสบ พุพอง งูสวัด และล้างสารพิษในพืชผักผลไม้
โดยนำเอนไซม์จำนวน 2 ลิตร หมักกับข้าวสุก 10 กก. และน้ำผึ้ง 1 กก. ใส่น้ำท่วมข้าว หมักภายใน 15 วัน จะได้น้ำเอนไซม์ ส่วนข้าวสุกที่หมักแล้ว นำมาใส่น้ำท่วมข้าว หมักอีก 15 วัน ได้น้ำ Enzyme ทำได้ 3 ครั้ง จนข้าวเป็นผง
อายุ 6 ปี ขยายหัวเชื้อ 1 ส่วน น้ำผึ้ง 1 ส่วน น้ำ 10 ส่วน ดื่มได้เลย เมื่อเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊ส ท้องเสีย 20-30 ซีซี ใช้ทำผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ผิวพรรณ ใบหน้า ตา จมูก ช่องปาก คอ ดับกลิ่นตัวในร่มผ้า เท้า ให้สะอาด และสดชื่น
อายุ 6-10 ปี ขึ้นไป ใช้ดองสมุนไพรเป็นเวลา 1 เดือน จะได้ประสิทธิภาพตามคุณสมบัติของสมุนไพรแต่ละตัวเพิ่มขึ้น ควรรับประทานวันละ 1 ครั้ง (3-10 ซีซี) ก่อนหรือหลังอาหาร 1 ชั่วโมงครึ่ง


ที่มา : หนังสือ เอนไซม์ น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง
         โดย ดร.รสสุคนธ์  พุ่มพันธ์ุวงศ์  บรรณาธิการ

ดาวน์โหลดบทความ ในรูปไฟล์เอกสาร

เอนไซม์_น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง เอกสาร pdf ขนาด 1.2 MB
เอนไซม์_น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง เอกสาร word ขนาด 0.4 MB
วิธีการปริ๊นท์หนังสือ "เอนไซม์ น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง"  เอกสาร pdf ขนาด 1.88 MB



วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มาทำ น้ำส้มสายชูหมัก จากกล้วย กันเถอะ

          ผู้เขียนได้พยายามค้นหาวิธีทำน้ำส้มสายชูหมัก จากอินเตอร์เน็ต และสอบถามจากชาวบ้านที่มีประสบการณ์ในการทำไวน์ และทำน้ำส้มสายชูหมัก จึงได้รวบรวมข้อมูลและนำมาทดลองด้วยวิธีการหลายวิธี โดยตั้งโจทย์ไว้ดังนี้คือ
1. สามารถทำเองได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องศึกษามาก ทุกคนสามารถทำได้
2. ใช้งบประมาณไม่มาก เหมาะกับคนทุกฐานะ
3. มีความปลอดภัยสูง มีผลข้างเคียงน้อยจนถึงน้อยที่สุด
4. ใช้ระยะเวลาไม่นานจนเกินไป (ไม่งั้นคนป่วยตายก่อนพอดี)
5. รสชาติไม่แย่จนเกินไป (เคยกินฟ้าทะลายโจรตอนเด็กเกือบอ้วก เลยกลัวสมุนไพรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา)
6. นำไปทำยาดองไข่แล้วได้ผลคือจะมีฟองก๊าซผุดขึ้นทันทีที่เริ่มดองไข่ และทำให้เปลือกไข่นิ่ม
    ภายใน 1-2 วัน

           จนได้ข้อสรุปว่า ผลไม้ที่เหมาะสมจะนำมาทำน้ำส้มสายชูหมักโดยระยะเวลาอันสั้น โดยไม่ผ่านกระบวนการเติมสารเคมีทางวิทยาศาศตร์หรือกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และมีราคาถูก หาง่าย มีอยู่ ด้วยกัน 2 ชนิดคือ สับปะรด และกล้วย ซึ่งอาจจะมีมากกว่านี้ แต่ผู้เขียนพำนักอยู่ที่อำเภอหัวหิน ซึ่งเป็นอำเภอที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะว่ามีตั้งแต่ สากกะเบือยันเรือรบ ขอย้ำว่า มีเรือรบจริง ๆ จอดเทียบอ่าวเพื่อพิทักษ์รักษาพระราชวังไกลกังวลอยู่ (นอกเรื่องแล้วอีตาคนเขียน) อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีหาดทรายขาว ทะเลสวย มีน้ำตกป่าละอู เขื่อนปราณบุรี (ที่จริงอยู่ อ.ปราณ แต่อยู่ใกล้ ๆ กันน่ะแหละ มีสถานที่ท่องเที่ยว จนแทบจะเรียกได้ว่า มีคนทุกประเทศอยู่ในอำเภอนี้ และที่สำคัญที่เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ (กว่าจะวกกลับมาได้:คนอ่านบ่นพึมพำ) มีพืชไร่พืชสวนของชาวบ้านมากมาย มีตั้งแต่ กล้วย สับปะรด อ้อย ข้าวโพด มะละกอ ฟักทอง ว่านหางจระเข้ มะพร้าว ฯลฯ และมีราคาถูกมาก ๆ ๆ ๆ ถ้าเราเหมา(เหมือนเหมา ๆ ของ วันทูคอลล์เลยแฮะ) เห็นราคาที่แผงสับปะรด อยู่ที่ กก.ละ 4-6 บาท ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ราคาประมาณนี้ แต่ถ้าเป็นกล้วยหอมตกเกรด ทราบราคาแล้วใจหายแทนชาวบ้าน กก.ละ 3 บาท เท่านั้น กล้วยหอมตกเกรดสภาพดีมีรอยดำที่เปลือกกระจึ๋งเดียวโลละสามบาทครับผมพิมพ์ไม่ผิดครับท่านผู้อ่าน... เหตุที่มีผลไม้มากมายเช่นนี้ เพราะชาวบ้านเค้าทำผลไม้ส่งโรงงานบริษัทโดลล์ (dole) ซึ่งบริษัทนี้ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องต่าง ๆ เมื่อทำเสร็จก็นำข้ามน้ำข้ามทะเลไปขายถึงอเมริกา ข้าพเจ้านั่งรถผ่านโรงงานแห่งนี้เป็นประจำ จึงเป็นเหตุให้มีความคิดขึ้นมาว่า ประเทศของเราคือสุวรรณภูมิ แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีทรัพย์ในดินมีสินในน้ำ เรากลับไม่สนใจในของดีที่มีอยู่ แต่ชาวต่างชาติสิเค้าอยู่ถึงอเมริกาเค้ายังสนใจอยากได้ของของเรา เราจะจะนิ่งเฉยเสียได้อย่างไร ต้องฉวยโอกาสซะตอนนี้เลยทีเดียว (ว่าไปโน่นเชียว:ผู้อ่าน)

          ประจวบกับข้าพเจ้ามีความสนใจเกี่ยวกับ เรื่องจุลชีววิทยา (แต่ไม่ได้เรียนมา ชีวิตมันเศร้าอย่าให้ผมต้องเล่าเลยครับ ฮือฮือ:ผู้เขียน) (ตานี่เป็นอะไรของมัน:ผู้อ่าน) ข้าพเจ้าสนใจเรื่องการถนอมอาหาร และเรื่องการรักษาโรคด้วยน้ำหมักชีวภาพ , น้ำหมักเอนไซม์ (enzyme therapy) เช่นน้ำมหาบำบัดป้าเช้ง ,น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ (ferment fruit) เช่น จตุผลาธิกะ ของบ้านอโรคยา , การหมักนม (ferment milk) เช่นโยเกิร์ต , อาหารหมักดองต่าง ๆ (ferment food) เช่นปลาส้ม (ชอบมากแม่ทำให้กิตั้งแต่เด็กแต่ก้างชอบติดคอ) อะไรเหล่านี้เป็นต้น ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างความมหัศจรรย์ของการหมักดอง (เขียนว่าหมักดองแลไม่น่าศรัทธาเลยแฮะสู้คำว่าเฟอร์เม้น ferment ก็ไม่ได้ ทั้งที่ความหมายเดียวกัน) ถ้านำยาสมุนไพรต่าง ๆ ไปดองเหล้า หรือดองน้ำส้มสายชูหมัก จะเป็นการสกัดสารที่เป็นตัวยาออกมา ซึ่งตัวยาจะออกมามากกว่าการสกัดด้วยการต้ม และยังมีความลับในการหมักของจุลินทรีย์อีกมากมายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยา และได้ทราบข่าวว่าประเทศไทย(หลายและจังวุ๊ย) ได้เกียรติเป็นศูนย์จุลินทรีย์แห่งภูมิภาคเอเชียด้วย ศูนย์ใหญ่มาก ตั้งอยู่ที่คลองห้า ปทุมธานี คิดว่า ต่อไปในอนาคตนี้ ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ และการหมัก (ferment) ต่าง ๆ จะขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น ประชาชนจะให้ความสนใจมากขึ้น เพราะจุลินทรีย์นี้ จะให้โทษก็ได้ ให้คุณก็ได้ ทุกคนจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องจุลินทรีย์ ถ้าไม่อย่างนั้นถ้าคิดว่าขึ้นชื่อว่าจุลินทรีย์แล้วคิดว่าเป็นเชื้อก่อโรคเสียหมด จะฆ่าตะพรึด ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางฆ่าได้หมดหรอก เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ เราจะอยู่โดยไม่มีจุลินทรีย์ไม่ได้เค้าก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก ซึ่งเหมือนกับมนุษย์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก เราต้องใช้วิธีให้คนดีควบคุมคนไม่ดี คือให้มีจุลินทรีย์ที่ดีอยู่ในร่างกายเราให้มาก ๆ คอยควบคุมจุลินทรีย์ที่ไม่ดีให้มีน้อย ๆ หน่อย แต่เอาเถอะอย่างน้อยตอนนี้ ทุกคนก็คงจะรู้จัก จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส สายพันธ์ที่ยาคูลท์ เลือกใช้ (เกี่ยวไรอยู่ ๆ โดดมาได้ไง) หรือไม่ก็คงรู้จักป้าเช้งมาบ้างแล้ว (ป้าเช้งเนี่ยนะแกโดนเฉ่งอยู่นี่:ผู้อ่าน) (เออนะก็แกดังออกน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ของแก คนที่กินของแกแล้วโรคหายก็เยอะแยะ ที่มันมีปัญหาอยู่ที่ยาหยอดตา และไม่มีอ.ย. ต่างหาก:ผู้เขียน) ป้าเช้งนี่แหละ ช่วยในการการบูมเรื่องจุลินทรีย์ขึ้นมาในระดับนึง

          ด้วยฐานะอันพอมีจะกิน (ข้าวคลุกกะปิ) ข้าพเจ้าจึงได้นำเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ นำมาทดลอง ตามแบบฉบับของชาวบ้านตาดำ ๆ (จะบอกทำไมเนี่ย:ผู้อ่าน) เผื่อจะได้เผยแพร่ความรู้ที่บรรพบุรุษของเราได้คิดค้นขึ้นมาและได้เก็บรักษาพัฒนาต่อยอดความรู้นี้ไว้มาเป็นพัน ๆ ปี ได้อย่างน่าอัศจรรย์ (อะไรจะนานขนาด:ผู้อ่านขัดคอ) (ก็ประวัติเค้ามาอย่างนั้นดูอย่างประวัติของไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมักสิ สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้เลยนะ:ผู้เขียนแก้ต่าง) ข้าพเจ้าจึงได้ทดลองหมักหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โยเกิร์ต บัวหิมะธิเบต(คีเฟอร์) คอมบูชา(ชาหมัก) ลูกยอ มะขามป้อม ว่านหางจระเข้ บอระเพ็ด กล้วย สับปะรด ทับทิม ฝรั่ง มะเขือเทศ ฟักทอง มะม่วง มะละกอ หมักเดี่ยวบ้าง หมักรวมบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ในบทความนี้ขอพูดถึงเรื่องเฉพาะการทำน้ำส้มสายชูหมักจากกล้วยเท่านั้น ขอย้ำว่าผู้เขียนได้ทำแล้วได้ผล และได้ทดสอบด้วยเครื่องมืออันทันสมัยที่สุดในโลก (คือใช้ตาดู ใช้จมูกดมกลิ่น ใช้หูฟังเสียง มีเสียงจริง ๆ นะตอนหมักน่ะและจะมีเสียงอีกทีก็ตอนถังระเบิด ใช้ผิวหนังบอบบางสัมผัส และที่จะทำให้ท่านผู้อ่านมั่นใจที่สุดคือ คือกินเข้าไปเลย.!!! .อิอิ จะเอาเครื่องมืออะไรมาวัดโน่นวัดนี่ได้ล่ะ มีแบคทีเรียชนิดใดบ้าง เชื้อราล่ะ ยีสต์ล่ะ มีแอลกอฮอลล์รึเปล่า มีเมทิลไม๊ มีกรดกี่เปอร์เซ็น กรดแลคติค กรดอะซิติก ฯลฯ ซื้อของมาหมักเงินก็จะหมดตูดอยู่แล้ว:ผู้เขียนมีอารมณ์) (พูดหยาบคาย:ผู้อ่าน) (จะเป็นไรไป ทีพี่โน๊ตเดี่ยวไมโครโฟนยังพูดได้:ผู้เขียนแถ) ถ้าอยากรู้ผลก็ดูผลทดลองของฝรั่งละกัน แปลเอาแองเด้อ ลิ้งค์ 1 ลิ้งค์ 2 ลิ้งค์ 3 ใครแปลแล้วก็ช่วยพิมพ์ส่งมาให้บ้างจะได้ช่วยอัพลงบล็อก อิอิ)

          ก็อย่างที่บอกข้างต้น ข้าพเจ้าพำนักอยู่แถว อ.หัวหิน ก็อาจพาท่านผู้อ่านออกทะเลไปได้ง่าย ต้องขออภัย ขั้นแรกเราต้องจำสูตรง่าย ๆ ให้ได้ครับ 1:3:5 คือใช้น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน ต่อผลไม้ 3 ส่วน และน้ำ 5 ส่วนครับ ผมขอแนะนำให้หมัก 1 ถังใหญ่ 18 แกลลอน (ผมละงงจริง ๆ ไอ้ 1 แกลลอนนี่เท่าไหร่กันแน่ บางทีก็บอกว่า 4.55 L สำหรับ Eng บางทีก็บอกว่า 3.78 สำหรับUS แล้วแกลลอนของพี่ไทยนี่มันเท่าไหร่กันแน่ ถังที่ผมซื้อมานี่บอกแต่ความจุเป็นแกลลอนอย่างเดียวเลย ไม่บอกเป็นลิตรเลย เอากะมันซิ ยกไปวางบนชั่งเครื่องชั่งน้ำหนักถังมันก็บังหน้าปัดใครรู้ช่วยเม้นท์ทีเถอะ:ผู้เขียน) (555 ทำบล็อกมาไม่มีคนเม้นท์เลย เป็นอุบายล่ะสิ :คนอ่าน) (เชอะ รู้ทัน:ผู้เขียน) ถังที่ใช้ควรเป็นถังสีขาวที่ทำจากเม็ดพลาสติกที่บรรจุอาหารได้ ให้สังเกตอักษร pp หรือมี เลข ๕ และมีรูปสามเหลี่ยมล้อมรอบ เพราะอ.ย.บอกว่า ต้อง pp เท่านั้น ครับ พี่ ถ้าไม่ใช่ pp ห้ามบรรจุอาหาร เพราะจะมีเม็ดพลาสติกปนเปื้อนออกมา และต้องใช้สีขาวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นชนิดใสจะดีที่สุด และข้อดีอีกอย่างคือ ประมาณว่า ถ้าหมักไม่ได้ผล (อ้าวยังไม่ได้หมักเลยแช่งกันแล้ว:ผู้อ่าน) (คิดมากน่า:ผู้เขียน) ก็เอาถังมาใช้งานได้อีก นะครับ และอีกอย่างคือง่ายต่อการคน และขนาดถังควรพอดีกับถุงพลาสติกที่ซื้อมา หรือท่านผู้อ่านจะใช้ภาชนะอะไรก็ตามแต่เถิดครับ พลิกแพลงได้ครับ (ไม่ใช่แค่ไข่แพงอย่างเดียว อิอิ)


การทำน้ำส้มสายชูหมักจากกล้วย
    วัสดุ/อุปกรณ์ :
1. กล้วยน้ำว้าสุกหรือกล้วยอะไรก็ได้ เมื่อปอกเปลือกออกแล้วให้มีน้ำหนัก 15 กก.
2. น้ำสะอาด 25 ลิตร
3. น้ำตาลทรายแดง 5 ก.ก.
4. ถังหมัก 18 แกลลอน
5. ถุงพลาสติกใบใหญ่

    วิธีทำ :
1. ปอกกล้วยใส่ถุงพลาสติกซึ่งสวมไว้ในถัง
2. เอาน้ำตาลเทใส่น้ำ คนให้เข้ากัน
3. ใส่ถุงพลาสติกที่ซ้อนกัน 2 ชั้นในถัง แล้วเทน้ำในข้อ 2 ใส่ ก่อนเทน้ำให้เช็คดูว่า
    ได้ดึงถุงพลาสติกขึ้นมาจนสุดแล้ว และให้เหลือเนื้อที่สำหรับหายใจประมาณ 1/5 ของถัง
4. 1-7 วันแรก เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ที่จริงแล้วยีสต์ที่อยู่กับกล้วยตามธรรมชาติ จะทำการเพิ่มจำนวน ทำการแบ่งตัวแบบทวีคูณ จะสังเกตด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไม่เป็นไร ให้กดกล้วยให้จมน้ำทุกวัน เพื่อกันเชื้อราจับที่ผลกล้วย เมื่อครบ 1 เดือนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกด
5. เมื่อยีสต์ได้เพิ่มประชากรจนหนาแน่พอแล้ว หลังจากนั้นจะเริ่มทำการหมัก(ferment) โดยเปลี่ยน น้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ ตอนนี้เราจะสังเกตเห็น จะมีก๊าซออกมามาก(อย่างกับโรงงานเลยวุ๊ย) ให้คลายถุงเพื่อให้ก๊าซออกทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือนหรือจนกว่าจะไม่มีก๊าซออกมา

ขั้นตอนที่ 2
     6. ให้นำสายยางดูดน้ำออกมาใส่ภาชนะเตี้ย ๆ เช่นกล่องอาหาร(ซื้อมา 25บาท) แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปิดปาก ใช้ยางรัดของรัด (ซื้อที่ไปรษณีย์) ไม่ต้องปิดฝา เพื่อให้แบคทีเรียตระกูลอะซิโตแบคเตอร์ที่อยู่กับกล้วยตามธรรมชาติ ทำหน้าที่เปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็นกรดน้ำส้ม ทำงานได้สะดวก เพราะขั้นตอนนี้ต้องใช้อากาศในการหมัก (ferment) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 20 วัน (ชิวชิว) แต่ถ้าไม่ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ก็ให้ใส่น้ำ2/3 ของกล่องอาหารแล้วปิดฝาไปเลยก็ได้ แต่จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 30 วัน ประมาณ นี้ (อ้าวแล้วไม่บอกแต่ทีแรกแค่ 10 วันเองจะเป็นไรไป:ผู้อ่าน) แต่ถ้าไม่ทำขั้นตอนนี้ คือจะไม่ดูดน้ำออกมาใส่กล่องอาหารปล่อยให้หมักอยู่ในถังอย่างเดิมนั้นก็ได้ ซึ่งผลที่ออกมาจะดีกว่าด้วย เพราะกล้วยจะจมหมด และน้ำจะใสแจ๋วสีอำพัน แต่ต้องใช้เวลานานมากประมาณ 4-6 เดือน ช้าเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ถ้าอากาศร้อนชื้นจุลินทรีย์จะขยันกันหมักมากขึ้น
     7. เมื่อได้แล้วให้ใช้สายยางดูดใส่ขวดหรือโหลที่สะอาดและแห้ง ควรจะเป็นขวดแก้ว เพราะดูน่าศรัทธาสำหรับการบริโภค ไม่ต้องไปต้มฆ่าเชื้อ ไม่จำเป็นต้องกรอง (เพราะข้าน้อยไม่รู้จะเอาอะไรกรอง อิอิ) ไม่ต้องกลัวเชื้อโรค เพราะจะมีกรด อะซิติก 4 % ซึ่งจุลินทรีย์ทั่วไปตายเกลี้ยงแล้วครับ เหลือแต่กลุ่มจุลินทรีย์อะซิโตแบคเตอร์เท่านั้น ซึ่งพวกมันส่วนมากก็จะม้วยมรณาเหมือนกัน จะเหลือแต่พวกถึก จริง ๆ ที่จะทำการบ่มต่อไป ต่อไป ต่อไป (จะต่อ ไปถึงไหนพ่อคู๊น....:ผู้อ่าน) จะบ่มไปเรื่อย ๆ คล้าย ๆ กับไวน์ ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งมีคุณค่า 18 ปียิ่งดี (ประมาณว่าเด็กวัยส์รุ่นงั้นเหรอ:ผู้อ่าน)เพราะสารอาหารและสารที่เป็นยาต่าง ๆ จะมีโมเลกุลเล็กลง พลังงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเฟอร์เม้น หรือที่เรียกว่าพลังงาน ionic discharge จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวยาสามารถแทรกซึมเข้ารักษาเซลล์ได้ดี เก็บไว้นานจะมีความใสขึ้นเรื่อย ๆ (เหลือเชื่อ เกินไป ๆ:ผู้อ่าน) (อ๊ะ ถ้าไม่เชื่ออ่านเอาเอง กดที่ลิ้งค์นี้ ที่นี่ด้วย อันนี้ตบท้าย : ผู้เขียน)
     8. ส่วนของกล้วยที่เหลือเป็นกากนำมาทำซ้ำด้วยวิธีเดิมโดยเริ่มจากข้อ 2-7

จบแล้วคร้าบ ขอบคุณที่ทนอ่านมาถึงบรรทัดนี้นะครับ สวัสดี มีเงินทองเหลือใช้ ทุกคนนะครับ

หมายเหตุ : การหมักนี้อาจจะมีเชื้อจุลินทรีย์นอกจากที่กล่าวมานี้ผสมอยู่ด้วยก็ได้ แต่ไม่ต้องห่วง ถ้าเราทำด้วยความสะอาด จุลินทรีย์ที่อยู่กับกล้วยนั้นเป็นจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับเราทั้งหมด ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ที่สำคัญต้องเน้นเรื่องความสะอาด และเน้นเรื่องน้ำ น้ำที่ใช้ ถ้าเป็นน้ำประปา ให้ใส่ตุ่มเปิดฝาทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้คลอรีนระเหยออก ถ้าไม่ไล่คลอรีนออกก่อนจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดีตายหมด






ภาพถังหมักกล้วย


เปิดฝาออกดู กล้วยครับกล้วย กล้วยไข่ครับ



เมื่อหมักได้ที่แล้วดูดเฉพาะน้ำออกมา
ใส่กล่องอาหาร ปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชั้น ใช้ยางรัด
และไม่ต้องปิดฝา เพราะจะเกิดไอน้ำหนังสือพิมพ์จะเปียก (ในรูปถ่ายไว้ตอนปิดฝา)


  น้ำส้มสายชูหมักจากกล้วย (ซ้าย) หมักเองเสร็จเรียบร้อย โชว์ซะหน่อย อิอิ
 เปรียบเทียบกับน้ำส้มสายชูหมัก จากสับปะรด ยี่ห้อไดมอนด์ (ขวา)
ที่มีวางขายในฟู้ดแลนด์



น้ำส้มสายชูที่ได้นำไปดองไข่ เป็นยาสูตรไข่ดิบดองด้วยน้ำส้มสายชูหมัก




จะสังเกตเห็นภาพฟองก๊าซที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่เริ่มดองไข่
แสดงว่าน้ำส้มสายชูหมักนั้น ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในการทำยาไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก

       ลิ้งค์ของบทความที่เกี่ยวข้อง


Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Best Blogger TipsBest Blogger Tips