ไข่ดองน้ำส้มสายชูหมัก

ยาอมตะชุด 1 รักษา เบาหวาน ความดัน หัวใจ เก๊าท์ อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดข้อ ไหล่ติด หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาด สร้างภูมิต้านทาน ใบหน้าอ่อนวัย ไม่มีสิว

นมบัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์

สรรพคุณ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยให้ตับ ม้ามแข็งแรง รักษากระเพาะ และลำไส้ รักษาอาการภูมิแพ้ แพ้อากาศ ทำให้ความดันเป็นปกติ ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง ช่วยละลายนิ่ว อุดมด้วยแคลเซียม ตามธรรมชาติ ฯลฯ

น้ำหมัก ผัก ผลไม้ สมุนไพร เพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของเอนไซม์ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง โดยน้ำหมักจะช่วยให้เซล์ต่าง ๆ แข็งแรง มีอายุยืน และให้พลังงานในการกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติทันที ไม่ปล่อยให้ลุกลามเป็นเนื้อร้าย ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ลดคลอเลสเตอรอล ฯลฯ

น้ำชาหมักเพื่อสุขภาพ คอมบูชา

ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ลดอาการปวดศีรษะไมเกรน และโรคข้ออักเสบ ลดอาการผิดปกติของภาวะเมตาบอลิซึม ลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ เบาหวาน โรคเครียดและมะเร็ง ยับยั้งเชื้อที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด

สมุนไพรปราบมะเร็ง

รวบรวมสมุนไพรไทยที่พิฆาตมะเร็งได้จริง และสามารถปลูกเองได้ง่าย ๆ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

รายงานผล การทานไข่ดองน้ำส้มสายชูหมัก


ผมได้ทำน้ำหมักชีวภาพไว้แล้วตั้งแต่ 10 เดือนก่อน ทุกวันนี้ก็ยังทำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากผลไม้หลาย ๆ ชนิด และยังหมักไว้หลายสูตร ที่หมักเพื่อเป็นเป็นน้ำส้มสายชูโดยเฉพาะก็มี ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อน้ำส้มฯ เอาของที่มีอยู่นี่แหละ เดี๋ยวมาลองดูกัน ว่า อีตาคนเขียนบล็อกนี้ จะตายเพราะยาตัวเองหรือไม่
ก่อนอื่น ก็ต้องคัดเลือกน้ำหมัก ผมเลือกใช้ถังที่เปรี้ยวมาก เปรี้ยวจนบาดคอ แสดงว่ามีกรดอะซิติกหรือกรดน้ำส้ม  ตามสูตรท่านให้ใช้น้ำส้มฯ 4.2 – 5 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่มีเครื่องวัด จึงอาศัยการสังเกตุดูว่าสามารถทำให้ไข่เกิดฟองก๊าซทันทีได้หรือไม่แค่นั้น ซึ่งเป็นวิธีเช็คแบบทันสมัยและเป็นธรรมชาติสุด ๆ  (บ้านนอกก็ไม่ว่า:คนอ่าน)
เมื่อได้น้ำหมักแล้ว ก็หา ไข่เบอร์ 3 เตรียม โหล แล้วเริ่มเลย let’s go

ผมจะทานไปเรื่อย ๆ จะเป็นหนูทดลองเอง และจะบรรยาย รสชาด สรรพคุณ และผลข้างเคียงไปพร้อม ๆ กัน เลย เผื่อว่าคนที่สนใจ แต่ยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ จะได้ใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติม

ชุดที่ 1
1. ผมนำน้ำส้มสายชูหมักจากกล้วยซึ่งหมักไว้ประมาณ 7 เดือน
มาดองไข่  ชุดแรก 6 ฟอง สาเหตุที่ดองแค่ 6 ฟอง เพราะว่า ถ้าดอง 8-10 ฟอง
รู้สึกว่า ไข่ช่วงหลัง ๆ รสชาดมันแย่มาก เหมือน ๆ จะเน่า
และอีกอย่าง มันพอดีกับโหล และถ้วยที่เรามีอยู่ด้วย ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่


2. โฟกัสดูใกล้ ๆ สังเกตเห็นฟองขึ้นทันทีหลังจากที่เติมน้ำส้มฯลงไป
3. หลังจากที่ดองได้ 5 วันแล้ว จึงนำไข่มาทาน  โดยเลือกไข่ฟองที่รู้สึกนิ่มที่สุดออกมาทานก่อน ตอนที่ล้างไข่นั้น  เปลือกไข่ยังไม่สามารถล้างออกได้หมด  ต้องรอถึงวันที่ 8 จึงจะลอกเปลือกออกได้หมด ไม่เป็นไร ล้างเสร็จ เทใส่ถ้วย แล้วใช้ไม้จิ้มฟันจิ้ม เอาเปลือกไข่ทิ้งไป จะเหลือไข่แดงกับไข่ขาว  ไข่แดงรสชาด ดีหน่อย ส่วนไข่ขาวนั้น รสออกขม ๆ และเปรี้ยว ๆ นิด ๆ ทานแล้ว บีบมะนาวตบท้ายหน่อย ก็ โอเค
4. ผมปฏิบัติตามข้อห้ามอย่างเคร่งครัด  คือ ไม่ดื่มน้ำเย็น หาอะไรทำไปพลาง ๆ หลังจาก ทานไป 2-3 ชม. และดื่มน้ำตลอดทั้งวัน
5. วันแรก อาการทั่วไป ก็ปกติทุกอย่าง บางคนบอกว่ามึนหัว  ผมก็ไม่เป็น  บางคนบอกว่ามันปวดไปหมด ผมก็ไม่เป็น บางคนบอกว่าไข้ขึ้นเลย ผมก็ไม่เป็น ผมเป็นโรคกระเพาะอยู่ก็ไม่แสบกระเพาะ ทุกอย่างเป็นปกติอยู่
6. เมื่อทานไป 2-3 วัน รู้สึก ความง่วงเวลากลางวัน ลดลงไปเล็กน้อย  มีการกระตุ้นพลังทางเพศเล็กน้อย



ชุดที่ 2
1. เมื่อชุดแรกหมดไป แล้ว ก็ดองชุดที่ 2  ซึ่งผมดองตั้งแต่เริ่มทานฟองแรกของชุดแรก
โดยดองกับน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดที่หมักไว้ประมาณ 4 เดือน แต่ยังไม่เปรี้ยวเท่าชุดแรก

ทดสอบ  ใส่ไข่ลงในแก้ว แล้วเทน้ำส้มฯ ลงไป เกิดฟองขึ้นทันที โอเค น่าจะใช้ได้



2. ไข่ฟองนี้ ดองได้ ประมาณ 8 วัน ล้างน้ำจนเปลือกไข่หลุดออกหมด เหลือแต่เยื่อยุ้ม
มองเห็นไข่แดงเลย

3. จิ้มไข่ซะเลย อิอิ  รู้สึกว่าไข่แดงจะจับตัวแข็งเป็นก้อน
4. สรุปผลการทานชุดที่ 2  รสชาดก็แตกต่างจากชุดแรกเพราะดองด้วยน้ำส้มฯสับปะรด แต่ก็คล้าย ๆ กัน คือไข่แดง จะกินง่าย ออกมัน ๆ แต่ไข่ขาวรสมันขม ๆ ปะแล่ม ๆ
ผลในชุดที่สองนี้ ก็เหมือนชุดแรก 



ชุดที่ 3
ไข่ดอง ชุดที่ 3 หมักจากน้ำส้ม กล้วย ผสม สับปะรด   ดองประมาณ วันที่ 8 
เปลือกไข่บางส่วนยังออกไม่หมด


เจาะเปลือกออก ไข่แดง กลม จับกันเป็นก้อน


     ผลการทาน ชุดที่ 3 ก็เหมือนกับชุด 2 ไม่มีอะไรต่างกัน  จากที่ได้ลองทาน มา 3 ชุด จึงพอสรุปสำหรับตัวผมเองได้ว่า ไม่มีผลข้างเคียง ถ้าทำตามสูตร หรือมีก็น้อยมาก จนแทบไม่รู้สึกอะไร การขับถ่ายก็เป็นปกติดี แต่บางท่านอาจทานแล้วมีผลข้างเคียงมาก คงเป็นเพราะมีโรคภายในอยู่มาก อาจจะมีการขับพิษออกบ้าง ซึ่งแต่ละคนคงจะไม่เหมือนกัน

      ส่วนในด้านการรักษาโรคผมนั้น ผมมีโรคประจำตัวเล็กน้อย คือโรคภูมิแพ้  โรคกระเพาะ และมีโรคเส้นเล็กน้อย ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับโรคประจำตัว
  1. โรคภูมิแพ้และเป็นหวัดง่ายเป็นโรคประจำตัวที่เป็นมาตั้งแต่เกิด ก็เป็นปกติ ไม่กำเริบ เพราะผมทานนมบัวหิมะธิเบตอาการก็ดีขึ้นมากแล้ว บางวันก็หยุดเอาแช่ตู้เย็นไว้ แล้วเปลี่ยนมาทานน้ำเอนไซม์บ้าง มาช่วงนี้ก็งดหมด เพื่อมาทานไข่ดองฯ เพื่อจะลองดูผลข้างเคียงของมัน
  2. โรคกระเพาะที่เป็นอยู่ก็ไม่กำเริบอะไร เพราะธรรมดา จะปวดท้องช่วงตอนเย็น แทบทุกวันพอดี ช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้ไปประเทศอินเดีย ได้ยามากิน เป็นน้ำมันสะระแหน่ชนิดแคปซูลกลม ๆ อาการก็ไม่กำเริบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้จะทานไข่ดองฯ อาการก็ไม่กำเริบ
  3. เป็นโรคเส้น รู้สึกมันขัด ๆ พาดมาตั้งแต่หลังขึ้นมาไหปลาร้าและวิ่งลงไปที่หน้าอก มันเป็นไม่มาก เกิดจากการหกล้ม เมื่อ 8 ปีก่อน  จึงลองทานไข่ดองฯและทำกายภาพบำบัดด้วย ผลหลังจากทานก็รู้สึกว่าไม่มีอาการปวดกำเริบขึ้นมา
  4. ผมเป็นความดันผมต่ำเล็กน้อย เมื่อทานไข่ดองฯแล้ว วัดดูก็เพิ่มขึ้น คือ 118/74 ก่อนทานจะอยู่ในช่วง  114/71  ประมาณนี้  มันไม่แน่นอนในการวัดแต่ละครั้ง
  
           บางท่านอาจจะผิดหวัง เพราะว่าผมไม่ได้พรรณนาสรรพคุณของยาซักเท่าไหร่ เลย ก็เพราะว่าผมไม่ได้เป็นโรคอะไรเกี่ยวข้องชัดเจน  เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจ จึงบอกผลไม่ได้ แต่ผมขอรับรองความปลอดภัยในเบื้องต้นได้ สำหรับผู้ที่ไม่เป็นโรคไตหรือโรคตับแล้ว ผลข้างเคียงมีน้อยมาก ครับ มันยากก็ตรงรสชาดนี่แหละครับ บางคนทานไปฟองเดียวเลิกเลย สำหรับท่านที่มีประสบการณ์ในการทานไข่ดองฯ ขอเชิญแสดงความคิดเห็นได้นะครับ


มารายงานผลต่อครับ วันที่ 30 มีนาคม 2555
ชุดที่ 4

ชุดนี้ดองไข่จากน้ำส้มสายชูหมักจากกล้วย
ดองตั้งแต่ วันที่ 27 มีนาคม 2555
จนครบกำหนด 5 วัน ก็จะเริ่มรับประทานฟองแรก





น้ำส้มสายชูหมักจากกล้วย ซึ่งผมได้หมักไว้ประมาณ 4 เดือน
โดยหมักในถัง 2 เดือน จนเมื่อกล้วยจมก้นถังแล้ว ผมดูดน้ำมา
หมักในถุงพลาสติก อีก 2 เดือน รวมเป็น 4 เดือน
จึงได้น้ำกล้วยใส ๆ สีอำพัน อย่างที่เห็นนี้แหละครับ
ชุดนี้เป็นสีอำพัน เพราะใช้น้ำตาลทรายแดงธรรมดา
ส่วนชุดแรก ที่ออกสีน้ำตาล เพราะใช้น้ำตายอ้อย (brown sugar)
รสชาดนั้นเปรี้ยวมากครับ แต่ยังไม่มากเท่าชุดแรก และยังมีกลิ่นแอลกอฮอลล์เล็กน้อย
แต่แปลกที่ว่าเปรี้ยวน้อยกว่า แต่ว่าละลายเปลือกไข่ได้ดี
ซึ่งบ่งบอกว่าน้ำส้มที่ผมหมักเองนั้นมีคุณภาพดี เหมาะจะนำมาดองไข่ (ขี้คุยจัง:ผู้อ่าน)





 ไข่ฟองแรกของชุดนี้เมื่อล้างเปลือกแล้ว ยังเหลือรอยเล็กน้อย





หลังจากเจาะเปลือกไข่แล้ว ก็ได้ไข่ขาวและไข่แดง
สีสวย ๆ ดังที่เห็นครับ ครั้งนี้รู้สึกว่าจะทานง่ายกว่าที่ผ่าน ๆ มา
เพราะมีกลิ่นแอลกอฮอลล์เล็กน้อย
ช่วยดับกลิ่นคาวของไข่ขาวได้บ้าง
ไข่แดงรสชาดมัน ๆ ดี ผมชอบทานนะ
ส่วนไข่ขาวก็ออกขม ๆ เปรี้ยวนิด ๆ ทานยากหน่อย
ถ้าใครมีมะนาวตบท้ายคงจะดีไม่น้อย

ผลการทานก็เหมือน ๆ เดิม แต่รู้สึกพะอืดพะอมเล็กน้อย
และตอนเย็นรู้สึกจะ มีปวด ๆ กล้ามเนื้อเล็กน้อย ไม่รู้ว่า
อุปาทาน หรือเกี่ยวกันรึเปล่า เพราะอาการมันน้อยมาก
คล้าย ๆ อาการของคนเริ่มเป็นไข้

โดยรวมก็เป็นปกติดีครับ  แต่รู้สึกว่าเมื่อเช้าการขับถ่ายจะดีมาก
มาเป็นขบวนเดียว รวดเดียว ไม่มีขาดตอน สีสันก็ออกเหลือง ๆ ดี
อิ อิ... (จะบอกอะไรละเอียดขนาดนั้น:ผู้อ่าน)






วันที่ 2 มีนาคม 2555
มาเริ่มต่อครับ ฟองนี้เป็นใบ 2 ของชุดที่ 4
แค่ล้างน้ำยังไม่ทันถูเปลือกก็จะหลุดหมดอยู่แล้วครับ
แสดงว่าน้ำส้มที่ผมหมักเองนี้คุณภาพดีจริง ๆ (คุยอีกแล้วตานี่:ผู้อ่าน)





ถูเบา ๆ ก็หลุดหมด สีสวย นุ่ม นิ่ม ดี
แต่ต้องประคองหน่อย เดี๋ยวจะแตกเสียก่อนที่จะได้เจาะไข่แดง !อิอิ!





เอาไม้จิ้มฟัน เจาะเปลือกไข่ (ก็เห็นอยู่จะบอกทำไม:)ผู้อ่าน






จะได้ไข่สีสวย ๆ  ดังนี้ครับท่าน




บีบมะนาว แต่งรสชาดซักหน่อย




อ้า..อ้า..อ้าม..อ้ำ...เอื๊อก!!


น้ำส้มสายชูหมักที่หมักเองนั้น มักจะมีกรดที่เป็นประโยชน์หลายชนิด
เช่นกรดแลคติค กรดอะซิติก และผ่านการหมักมานานซึ่งไม่เหมือนกับน้ำส้มที่ขายทั่วไป ที่เร่งการหมัก ภายในอาทติย์สองอาทิตย์ และน้ำส้มที่เราหมักเองนั้นไม่ผ่านการต้มฆ่าเชื้อ ดังนั้นทำให้สารอาหารต่าง ๆ มีโมเลกุลเล็กซึมเข้าเซลล์ได้ดี แต่ก็มีข้อด้อยกว่าตรงที่ใช้จุลินทรีย์จากธรรมชาติ ทำให้กรดน้ำส้มอาจจะน้อยกว่าที่วางจำหน่ายทั่วไป คือมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป 
            ผมรับประทานไข่แดงก่อน รสชาด ก็ มัน ๆ ดี ทานง่ายครับ
ที่เหลือก็ไข่ขาว ก็ทานไม่ยากแล้วครับ สงสัยจะเริ่มชิน ใช้มะนาวช่วยก็ดีขึ้น
ช่วยแก้ไขรสขมและกลิ่นคาว  ๆได้ดีครับ วันนี้บีบมะนาวลงไป
จึงไม่รู้สึกพะอืดพะอมเหมือนเมื่อวาน  แต่รู้สึกแสบท้องจากมะนาวเล็กน้อยครับ
อาการทั่วไปก็ปกติดีทุกอย่างครับ



วันที่ 3 มีนาคม 2555
รายงานต่อครับ ฟองนี้เป็นใบ 3 ของชุดที่ 4
วันนี้รวมรูปเข้าด้วยกันเลย เพื่อง่ายต่อการอัพโหลด และเพื่อความเป็นหมวดหมู่ครับ
สาเหตุที่ผมต้องการโชว์รูปให้หมด ทั้ง ๆ ที่ซ้ำ ๆ กัน ในแต่ละวัน ก็เพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนครับ เพราะการหมักในชุดที่ 4 นี้รู้สึกว่า จะให้ผลดี ทั้งในแง่ของ รูปลักษณ์ รสชาด และสรรพคุณครับ

1. ไข่ที่ดองไว้ แค่เพียงล้างน้ำ เปลือกก็หลุดออกหมดแล้ว
2. ถึงจะใช้มือถูลออกเปลือกออก ก็แทบไม่มีผลอะไร เพราะแค่น้ำล้างเปลือกก็ออกหมดแล้ว
3. เจาะไข่ใส่ถ้วย
4. บีบน้ำมะนาวใส่ เพื่อลดความขมและคาว มะนาวแพงกว่าไข่อีกครับ !!
5. จัดการรับประทานไข่แดง รู้สึกว่า จะจับตัวเป็นก้อนเพิ่มขึ้น 
6. ที่เหลือก็เป็นไข่ขาว ที่บีบน้ำมะนาวใส่

ผล ของการรับประทาน ก็รู้สึกรสชาดดีขึ้นครับ สงสัยทานจนชินแล้ว ตอนทานไข่แดงก็อร่อยดีครับ มัน ๆ เปรี้ยว ๆ ผมชอบ ส่วนไข่ขาว ก็ทน ๆ เอาครับ  มันขม ๆ เปรี้ยวหน่อย ๆ 
ตั้งแต่ ทานมารู้สึกว่า การขับถ่ายดีขึ้นครับ ตี 5 ครึ่ง ทุกวัน ซึ่งสรรพคุณนั้น ผมคิดว่า เกี่ยวข้องกับน้ำส้มสายชูที่ใช้ด้วยว่าหมักจากอะไร ส่วนด้านอื่น ๆ นั้นก็เหมือนเมื่อวันก่อน ๆ ครับ ผลข้างเคียงอะไรก็ไม่มีครับ ร่างกายทั่วไปปกติดีทุกอย่างครับ

 ไข่ดอง






วันที่ 4 มีนาคม 2555
รายงานต่อครับ ฟองนี้เป็นใบ 5 ของชุดที่ 4

1. ล้วงไข่ขึ้นมาแล้วเอามาล้างเหมือนเดิม
2. ไข่ดอง คล้าย  ๆ ดราก้อนบอลเลย
3. รู้สึกว่าไข่แดงจะจับกันเป็นก้อนกลมขึ้น
4. อันนี้เป็นไข่ขาวครับ

ผลของการรับประทาน ก็รู้สึกว่าไข่แดงจะกลมขึ้น ส่วนผลนั้นก็เหมือน ๆ เดิม และเริ่มรู้สึกว่า การทานไข่ดอง  มันจะเป็นปกติเรื่องปกติเสียแล้ว ไม่ได้มีความยากลำบาก และผลกระทบใด ๆ ต่อชีวิตทั้งสิ้น

ผลที่ได้จากการทานไข่ดอง สำหรับตัวผมเอง
1. ระบบขับถ่ายดี
2. ระบบเลือดดี สังเกตดูจากเล็บจะเป็นสีชมพู
3. ภูมิแพ้ ซึ่งจะมีคัดจมูกเวลาเช้า ดีขึ้น
4. กลางวันกระฉับกระเฉงขึ้น เล็กน้อย

ไข่ฟองนี้เป็นฟองสุดท้ายของชุดนี้แล้ว และผมยังไม่ได้ดองอีก เพราะจะกลับไปเลี้ยงนมบัวหิมะธิเบตซักพักนึงก่อน แช่ไว้ในตู้เย็น 2 อาทิตย์แล้ว กลัวจะตายเสียก่อน แล้วมีโอกาสหน้า ผมจะกลับมารายงานใหม่ ครับ ช่วงนี้ จบแค่นี้ก่อนนะครับ




Chicken ball   อิอิ..
รูปแต่งน่ะครับ ดูขำ ๆ




วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มาทำ น้ำส้มสายชูหมัก จากกล้วย กันเถอะ

          ผู้เขียนได้พยายามค้นหาวิธีทำน้ำส้มสายชูหมัก จากอินเตอร์เน็ต และสอบถามจากชาวบ้านที่มีประสบการณ์ในการทำไวน์ และทำน้ำส้มสายชูหมัก จึงได้รวบรวมข้อมูลและนำมาทดลองด้วยวิธีการหลายวิธี โดยตั้งโจทย์ไว้ดังนี้คือ
1. สามารถทำเองได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องศึกษามาก ทุกคนสามารถทำได้
2. ใช้งบประมาณไม่มาก เหมาะกับคนทุกฐานะ
3. มีความปลอดภัยสูง มีผลข้างเคียงน้อยจนถึงน้อยที่สุด
4. ใช้ระยะเวลาไม่นานจนเกินไป (ไม่งั้นคนป่วยตายก่อนพอดี)
5. รสชาติไม่แย่จนเกินไป (เคยกินฟ้าทะลายโจรตอนเด็กเกือบอ้วก เลยกลัวสมุนไพรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา)
6. นำไปทำยาดองไข่แล้วได้ผลคือจะมีฟองก๊าซผุดขึ้นทันทีที่เริ่มดองไข่ และทำให้เปลือกไข่นิ่ม
    ภายใน 1-2 วัน

           จนได้ข้อสรุปว่า ผลไม้ที่เหมาะสมจะนำมาทำน้ำส้มสายชูหมักโดยระยะเวลาอันสั้น โดยไม่ผ่านกระบวนการเติมสารเคมีทางวิทยาศาศตร์หรือกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และมีราคาถูก หาง่าย มีอยู่ ด้วยกัน 2 ชนิดคือ สับปะรด และกล้วย ซึ่งอาจจะมีมากกว่านี้ แต่ผู้เขียนพำนักอยู่ที่อำเภอหัวหิน ซึ่งเป็นอำเภอที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะว่ามีตั้งแต่ สากกะเบือยันเรือรบ ขอย้ำว่า มีเรือรบจริง ๆ จอดเทียบอ่าวเพื่อพิทักษ์รักษาพระราชวังไกลกังวลอยู่ (นอกเรื่องแล้วอีตาคนเขียน) อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีหาดทรายขาว ทะเลสวย มีน้ำตกป่าละอู เขื่อนปราณบุรี (ที่จริงอยู่ อ.ปราณ แต่อยู่ใกล้ ๆ กันน่ะแหละ มีสถานที่ท่องเที่ยว จนแทบจะเรียกได้ว่า มีคนทุกประเทศอยู่ในอำเภอนี้ และที่สำคัญที่เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ (กว่าจะวกกลับมาได้:คนอ่านบ่นพึมพำ) มีพืชไร่พืชสวนของชาวบ้านมากมาย มีตั้งแต่ กล้วย สับปะรด อ้อย ข้าวโพด มะละกอ ฟักทอง ว่านหางจระเข้ มะพร้าว ฯลฯ และมีราคาถูกมาก ๆ ๆ ๆ ถ้าเราเหมา(เหมือนเหมา ๆ ของ วันทูคอลล์เลยแฮะ) เห็นราคาที่แผงสับปะรด อยู่ที่ กก.ละ 4-6 บาท ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ราคาประมาณนี้ แต่ถ้าเป็นกล้วยหอมตกเกรด ทราบราคาแล้วใจหายแทนชาวบ้าน กก.ละ 3 บาท เท่านั้น กล้วยหอมตกเกรดสภาพดีมีรอยดำที่เปลือกกระจึ๋งเดียวโลละสามบาทครับผมพิมพ์ไม่ผิดครับท่านผู้อ่าน... เหตุที่มีผลไม้มากมายเช่นนี้ เพราะชาวบ้านเค้าทำผลไม้ส่งโรงงานบริษัทโดลล์ (dole) ซึ่งบริษัทนี้ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องต่าง ๆ เมื่อทำเสร็จก็นำข้ามน้ำข้ามทะเลไปขายถึงอเมริกา ข้าพเจ้านั่งรถผ่านโรงงานแห่งนี้เป็นประจำ จึงเป็นเหตุให้มีความคิดขึ้นมาว่า ประเทศของเราคือสุวรรณภูมิ แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีทรัพย์ในดินมีสินในน้ำ เรากลับไม่สนใจในของดีที่มีอยู่ แต่ชาวต่างชาติสิเค้าอยู่ถึงอเมริกาเค้ายังสนใจอยากได้ของของเรา เราจะจะนิ่งเฉยเสียได้อย่างไร ต้องฉวยโอกาสซะตอนนี้เลยทีเดียว (ว่าไปโน่นเชียว:ผู้อ่าน)

          ประจวบกับข้าพเจ้ามีความสนใจเกี่ยวกับ เรื่องจุลชีววิทยา (แต่ไม่ได้เรียนมา ชีวิตมันเศร้าอย่าให้ผมต้องเล่าเลยครับ ฮือฮือ:ผู้เขียน) (ตานี่เป็นอะไรของมัน:ผู้อ่าน) ข้าพเจ้าสนใจเรื่องการถนอมอาหาร และเรื่องการรักษาโรคด้วยน้ำหมักชีวภาพ , น้ำหมักเอนไซม์ (enzyme therapy) เช่นน้ำมหาบำบัดป้าเช้ง ,น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ (ferment fruit) เช่น จตุผลาธิกะ ของบ้านอโรคยา , การหมักนม (ferment milk) เช่นโยเกิร์ต , อาหารหมักดองต่าง ๆ (ferment food) เช่นปลาส้ม (ชอบมากแม่ทำให้กิตั้งแต่เด็กแต่ก้างชอบติดคอ) อะไรเหล่านี้เป็นต้น ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างความมหัศจรรย์ของการหมักดอง (เขียนว่าหมักดองแลไม่น่าศรัทธาเลยแฮะสู้คำว่าเฟอร์เม้น ferment ก็ไม่ได้ ทั้งที่ความหมายเดียวกัน) ถ้านำยาสมุนไพรต่าง ๆ ไปดองเหล้า หรือดองน้ำส้มสายชูหมัก จะเป็นการสกัดสารที่เป็นตัวยาออกมา ซึ่งตัวยาจะออกมามากกว่าการสกัดด้วยการต้ม และยังมีความลับในการหมักของจุลินทรีย์อีกมากมายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยา และได้ทราบข่าวว่าประเทศไทย(หลายและจังวุ๊ย) ได้เกียรติเป็นศูนย์จุลินทรีย์แห่งภูมิภาคเอเชียด้วย ศูนย์ใหญ่มาก ตั้งอยู่ที่คลองห้า ปทุมธานี คิดว่า ต่อไปในอนาคตนี้ ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ และการหมัก (ferment) ต่าง ๆ จะขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น ประชาชนจะให้ความสนใจมากขึ้น เพราะจุลินทรีย์นี้ จะให้โทษก็ได้ ให้คุณก็ได้ ทุกคนจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องจุลินทรีย์ ถ้าไม่อย่างนั้นถ้าคิดว่าขึ้นชื่อว่าจุลินทรีย์แล้วคิดว่าเป็นเชื้อก่อโรคเสียหมด จะฆ่าตะพรึด ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางฆ่าได้หมดหรอก เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ เราจะอยู่โดยไม่มีจุลินทรีย์ไม่ได้เค้าก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก ซึ่งเหมือนกับมนุษย์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก เราต้องใช้วิธีให้คนดีควบคุมคนไม่ดี คือให้มีจุลินทรีย์ที่ดีอยู่ในร่างกายเราให้มาก ๆ คอยควบคุมจุลินทรีย์ที่ไม่ดีให้มีน้อย ๆ หน่อย แต่เอาเถอะอย่างน้อยตอนนี้ ทุกคนก็คงจะรู้จัก จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส สายพันธ์ที่ยาคูลท์ เลือกใช้ (เกี่ยวไรอยู่ ๆ โดดมาได้ไง) หรือไม่ก็คงรู้จักป้าเช้งมาบ้างแล้ว (ป้าเช้งเนี่ยนะแกโดนเฉ่งอยู่นี่:ผู้อ่าน) (เออนะก็แกดังออกน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ของแก คนที่กินของแกแล้วโรคหายก็เยอะแยะ ที่มันมีปัญหาอยู่ที่ยาหยอดตา และไม่มีอ.ย. ต่างหาก:ผู้เขียน) ป้าเช้งนี่แหละ ช่วยในการการบูมเรื่องจุลินทรีย์ขึ้นมาในระดับนึง

          ด้วยฐานะอันพอมีจะกิน (ข้าวคลุกกะปิ) ข้าพเจ้าจึงได้นำเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ นำมาทดลอง ตามแบบฉบับของชาวบ้านตาดำ ๆ (จะบอกทำไมเนี่ย:ผู้อ่าน) เผื่อจะได้เผยแพร่ความรู้ที่บรรพบุรุษของเราได้คิดค้นขึ้นมาและได้เก็บรักษาพัฒนาต่อยอดความรู้นี้ไว้มาเป็นพัน ๆ ปี ได้อย่างน่าอัศจรรย์ (อะไรจะนานขนาด:ผู้อ่านขัดคอ) (ก็ประวัติเค้ามาอย่างนั้นดูอย่างประวัติของไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมักสิ สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้เลยนะ:ผู้เขียนแก้ต่าง) ข้าพเจ้าจึงได้ทดลองหมักหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โยเกิร์ต บัวหิมะธิเบต(คีเฟอร์) คอมบูชา(ชาหมัก) ลูกยอ มะขามป้อม ว่านหางจระเข้ บอระเพ็ด กล้วย สับปะรด ทับทิม ฝรั่ง มะเขือเทศ ฟักทอง มะม่วง มะละกอ หมักเดี่ยวบ้าง หมักรวมบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ในบทความนี้ขอพูดถึงเรื่องเฉพาะการทำน้ำส้มสายชูหมักจากกล้วยเท่านั้น ขอย้ำว่าผู้เขียนได้ทำแล้วได้ผล และได้ทดสอบด้วยเครื่องมืออันทันสมัยที่สุดในโลก (คือใช้ตาดู ใช้จมูกดมกลิ่น ใช้หูฟังเสียง มีเสียงจริง ๆ นะตอนหมักน่ะและจะมีเสียงอีกทีก็ตอนถังระเบิด ใช้ผิวหนังบอบบางสัมผัส และที่จะทำให้ท่านผู้อ่านมั่นใจที่สุดคือ คือกินเข้าไปเลย.!!! .อิอิ จะเอาเครื่องมืออะไรมาวัดโน่นวัดนี่ได้ล่ะ มีแบคทีเรียชนิดใดบ้าง เชื้อราล่ะ ยีสต์ล่ะ มีแอลกอฮอลล์รึเปล่า มีเมทิลไม๊ มีกรดกี่เปอร์เซ็น กรดแลคติค กรดอะซิติก ฯลฯ ซื้อของมาหมักเงินก็จะหมดตูดอยู่แล้ว:ผู้เขียนมีอารมณ์) (พูดหยาบคาย:ผู้อ่าน) (จะเป็นไรไป ทีพี่โน๊ตเดี่ยวไมโครโฟนยังพูดได้:ผู้เขียนแถ) ถ้าอยากรู้ผลก็ดูผลทดลองของฝรั่งละกัน แปลเอาแองเด้อ ลิ้งค์ 1 ลิ้งค์ 2 ลิ้งค์ 3 ใครแปลแล้วก็ช่วยพิมพ์ส่งมาให้บ้างจะได้ช่วยอัพลงบล็อก อิอิ)

          ก็อย่างที่บอกข้างต้น ข้าพเจ้าพำนักอยู่แถว อ.หัวหิน ก็อาจพาท่านผู้อ่านออกทะเลไปได้ง่าย ต้องขออภัย ขั้นแรกเราต้องจำสูตรง่าย ๆ ให้ได้ครับ 1:3:5 คือใช้น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน ต่อผลไม้ 3 ส่วน และน้ำ 5 ส่วนครับ ผมขอแนะนำให้หมัก 1 ถังใหญ่ 18 แกลลอน (ผมละงงจริง ๆ ไอ้ 1 แกลลอนนี่เท่าไหร่กันแน่ บางทีก็บอกว่า 4.55 L สำหรับ Eng บางทีก็บอกว่า 3.78 สำหรับUS แล้วแกลลอนของพี่ไทยนี่มันเท่าไหร่กันแน่ ถังที่ผมซื้อมานี่บอกแต่ความจุเป็นแกลลอนอย่างเดียวเลย ไม่บอกเป็นลิตรเลย เอากะมันซิ ยกไปวางบนชั่งเครื่องชั่งน้ำหนักถังมันก็บังหน้าปัดใครรู้ช่วยเม้นท์ทีเถอะ:ผู้เขียน) (555 ทำบล็อกมาไม่มีคนเม้นท์เลย เป็นอุบายล่ะสิ :คนอ่าน) (เชอะ รู้ทัน:ผู้เขียน) ถังที่ใช้ควรเป็นถังสีขาวที่ทำจากเม็ดพลาสติกที่บรรจุอาหารได้ ให้สังเกตอักษร pp หรือมี เลข ๕ และมีรูปสามเหลี่ยมล้อมรอบ เพราะอ.ย.บอกว่า ต้อง pp เท่านั้น ครับ พี่ ถ้าไม่ใช่ pp ห้ามบรรจุอาหาร เพราะจะมีเม็ดพลาสติกปนเปื้อนออกมา และต้องใช้สีขาวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นชนิดใสจะดีที่สุด และข้อดีอีกอย่างคือ ประมาณว่า ถ้าหมักไม่ได้ผล (อ้าวยังไม่ได้หมักเลยแช่งกันแล้ว:ผู้อ่าน) (คิดมากน่า:ผู้เขียน) ก็เอาถังมาใช้งานได้อีก นะครับ และอีกอย่างคือง่ายต่อการคน และขนาดถังควรพอดีกับถุงพลาสติกที่ซื้อมา หรือท่านผู้อ่านจะใช้ภาชนะอะไรก็ตามแต่เถิดครับ พลิกแพลงได้ครับ (ไม่ใช่แค่ไข่แพงอย่างเดียว อิอิ)


การทำน้ำส้มสายชูหมักจากกล้วย
    วัสดุ/อุปกรณ์ :
1. กล้วยน้ำว้าสุกหรือกล้วยอะไรก็ได้ เมื่อปอกเปลือกออกแล้วให้มีน้ำหนัก 15 กก.
2. น้ำสะอาด 25 ลิตร
3. น้ำตาลทรายแดง 5 ก.ก.
4. ถังหมัก 18 แกลลอน
5. ถุงพลาสติกใบใหญ่

    วิธีทำ :
1. ปอกกล้วยใส่ถุงพลาสติกซึ่งสวมไว้ในถัง
2. เอาน้ำตาลเทใส่น้ำ คนให้เข้ากัน
3. ใส่ถุงพลาสติกที่ซ้อนกัน 2 ชั้นในถัง แล้วเทน้ำในข้อ 2 ใส่ ก่อนเทน้ำให้เช็คดูว่า
    ได้ดึงถุงพลาสติกขึ้นมาจนสุดแล้ว และให้เหลือเนื้อที่สำหรับหายใจประมาณ 1/5 ของถัง
4. 1-7 วันแรก เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ที่จริงแล้วยีสต์ที่อยู่กับกล้วยตามธรรมชาติ จะทำการเพิ่มจำนวน ทำการแบ่งตัวแบบทวีคูณ จะสังเกตด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไม่เป็นไร ให้กดกล้วยให้จมน้ำทุกวัน เพื่อกันเชื้อราจับที่ผลกล้วย เมื่อครบ 1 เดือนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกด
5. เมื่อยีสต์ได้เพิ่มประชากรจนหนาแน่พอแล้ว หลังจากนั้นจะเริ่มทำการหมัก(ferment) โดยเปลี่ยน น้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ ตอนนี้เราจะสังเกตเห็น จะมีก๊าซออกมามาก(อย่างกับโรงงานเลยวุ๊ย) ให้คลายถุงเพื่อให้ก๊าซออกทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือนหรือจนกว่าจะไม่มีก๊าซออกมา

ขั้นตอนที่ 2
     6. ให้นำสายยางดูดน้ำออกมาใส่ภาชนะเตี้ย ๆ เช่นกล่องอาหาร(ซื้อมา 25บาท) แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปิดปาก ใช้ยางรัดของรัด (ซื้อที่ไปรษณีย์) ไม่ต้องปิดฝา เพื่อให้แบคทีเรียตระกูลอะซิโตแบคเตอร์ที่อยู่กับกล้วยตามธรรมชาติ ทำหน้าที่เปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็นกรดน้ำส้ม ทำงานได้สะดวก เพราะขั้นตอนนี้ต้องใช้อากาศในการหมัก (ferment) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 20 วัน (ชิวชิว) แต่ถ้าไม่ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ก็ให้ใส่น้ำ2/3 ของกล่องอาหารแล้วปิดฝาไปเลยก็ได้ แต่จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 30 วัน ประมาณ นี้ (อ้าวแล้วไม่บอกแต่ทีแรกแค่ 10 วันเองจะเป็นไรไป:ผู้อ่าน) แต่ถ้าไม่ทำขั้นตอนนี้ คือจะไม่ดูดน้ำออกมาใส่กล่องอาหารปล่อยให้หมักอยู่ในถังอย่างเดิมนั้นก็ได้ ซึ่งผลที่ออกมาจะดีกว่าด้วย เพราะกล้วยจะจมหมด และน้ำจะใสแจ๋วสีอำพัน แต่ต้องใช้เวลานานมากประมาณ 4-6 เดือน ช้าเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ถ้าอากาศร้อนชื้นจุลินทรีย์จะขยันกันหมักมากขึ้น
     7. เมื่อได้แล้วให้ใช้สายยางดูดใส่ขวดหรือโหลที่สะอาดและแห้ง ควรจะเป็นขวดแก้ว เพราะดูน่าศรัทธาสำหรับการบริโภค ไม่ต้องไปต้มฆ่าเชื้อ ไม่จำเป็นต้องกรอง (เพราะข้าน้อยไม่รู้จะเอาอะไรกรอง อิอิ) ไม่ต้องกลัวเชื้อโรค เพราะจะมีกรด อะซิติก 4 % ซึ่งจุลินทรีย์ทั่วไปตายเกลี้ยงแล้วครับ เหลือแต่กลุ่มจุลินทรีย์อะซิโตแบคเตอร์เท่านั้น ซึ่งพวกมันส่วนมากก็จะม้วยมรณาเหมือนกัน จะเหลือแต่พวกถึก จริง ๆ ที่จะทำการบ่มต่อไป ต่อไป ต่อไป (จะต่อ ไปถึงไหนพ่อคู๊น....:ผู้อ่าน) จะบ่มไปเรื่อย ๆ คล้าย ๆ กับไวน์ ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งมีคุณค่า 18 ปียิ่งดี (ประมาณว่าเด็กวัยส์รุ่นงั้นเหรอ:ผู้อ่าน)เพราะสารอาหารและสารที่เป็นยาต่าง ๆ จะมีโมเลกุลเล็กลง พลังงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเฟอร์เม้น หรือที่เรียกว่าพลังงาน ionic discharge จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวยาสามารถแทรกซึมเข้ารักษาเซลล์ได้ดี เก็บไว้นานจะมีความใสขึ้นเรื่อย ๆ (เหลือเชื่อ เกินไป ๆ:ผู้อ่าน) (อ๊ะ ถ้าไม่เชื่ออ่านเอาเอง กดที่ลิ้งค์นี้ ที่นี่ด้วย อันนี้ตบท้าย : ผู้เขียน)
     8. ส่วนของกล้วยที่เหลือเป็นกากนำมาทำซ้ำด้วยวิธีเดิมโดยเริ่มจากข้อ 2-7

จบแล้วคร้าบ ขอบคุณที่ทนอ่านมาถึงบรรทัดนี้นะครับ สวัสดี มีเงินทองเหลือใช้ ทุกคนนะครับ

หมายเหตุ : การหมักนี้อาจจะมีเชื้อจุลินทรีย์นอกจากที่กล่าวมานี้ผสมอยู่ด้วยก็ได้ แต่ไม่ต้องห่วง ถ้าเราทำด้วยความสะอาด จุลินทรีย์ที่อยู่กับกล้วยนั้นเป็นจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับเราทั้งหมด ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ที่สำคัญต้องเน้นเรื่องความสะอาด และเน้นเรื่องน้ำ น้ำที่ใช้ ถ้าเป็นน้ำประปา ให้ใส่ตุ่มเปิดฝาทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้คลอรีนระเหยออก ถ้าไม่ไล่คลอรีนออกก่อนจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดีตายหมด






ภาพถังหมักกล้วย


เปิดฝาออกดู กล้วยครับกล้วย กล้วยไข่ครับ



เมื่อหมักได้ที่แล้วดูดเฉพาะน้ำออกมา
ใส่กล่องอาหาร ปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชั้น ใช้ยางรัด
และไม่ต้องปิดฝา เพราะจะเกิดไอน้ำหนังสือพิมพ์จะเปียก (ในรูปถ่ายไว้ตอนปิดฝา)


  น้ำส้มสายชูหมักจากกล้วย (ซ้าย) หมักเองเสร็จเรียบร้อย โชว์ซะหน่อย อิอิ
 เปรียบเทียบกับน้ำส้มสายชูหมัก จากสับปะรด ยี่ห้อไดมอนด์ (ขวา)
ที่มีวางขายในฟู้ดแลนด์



น้ำส้มสายชูที่ได้นำไปดองไข่ เป็นยาสูตรไข่ดิบดองด้วยน้ำส้มสายชูหมัก




จะสังเกตเห็นภาพฟองก๊าซที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่เริ่มดองไข่
แสดงว่าน้ำส้มสายชูหมักนั้น ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในการทำยาไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก

       ลิ้งค์ของบทความที่เกี่ยวข้อง


วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไข่ดองน้ำส้มสายชูหมัก



          ไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมักเป็นตำรายาโบราณของจีนในสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้สืบทอดต่อมาจนถึงบัดนี้ได้เผยแพร่ไปทั่วแถบเอเชีย และในหมู่ชาวจีน ในประเทศอเมริกาผู้นำตำรามาเผยแพร่คนแรกได้นำยามาทานเอง และแนะนำให้เพื่อนฝูงทานด้วยได้ผลดีเหมือนปาฏิหารย์สามารถรักษาโรคได้หลายโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคของผู้สูงอายุ ผู้เผยแพร่ทานยา ไปแล้วกว่า 100 ฟองได้ผลดีเหมือนอย่างหนังกำลังภายใน สังเกตจากการเดินขึ้นบันได จะไม่เหนื่อยเหมือนแต่ก่อน เพราะหัวใจจะแข็งแรงมากเป็นพิเศษ


สรรพคุณ :
รักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (โรคหัวใจ) เลือดข้นและเหนียวเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ ลดไขมันในเลือด (ทั้งคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ไทรอยด์ อัมพฤกษ์หรืออัมพาตอันเนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบ ละลายหินปูน อาการเมื่อยชา ตึง ปวดและบวมตามร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหน้าและด้านหลัง ปวดเข่าปวดหลัง ขาไม่มีเรื่ยวแรง (ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากหินปูนที่งอกพอกกระดูกสันหลังเบียดหรือทับเส้นประสาท)โรคข้ออักเสบ เช่นข้อนิ้วมือแข็งแรงและงอไม่ลงเป็นต้น ไหล่ติดอาการหน้ามืดบ่อยๆ หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาดเลือดหมุนเวียนได้สะดวก สร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ไม่เกิดสิว แผลสดจะหายเร็วกว่าปกติ ใบหน้าอ่อนวัย แข็งแรงกว่าเดิมเป็นยารักษาโรคครอบจักรวาล สำหรับผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไปไม่มีผลข้างเคียงเพราะมาจากธรรมชาติสุดแสนประหยัด สามารถทำได้เอง และได้ผลอย่างแท้จริง


วิธีการทำไข่ดิบดองน้ำส้มสายหมัก
ตัวยา/อุปกรณ์ ที่ใช้ :
1.  น้ำส้มสายชูหมัก หมักมีสีคล้ายกับสีของน้ำชาอ่อนไม่ใสเหมือนสีของน้ำส้มสายชูกลั่น ซึ่งเป็นสารเคมี น้ำส้มสายชูหมักที่ใช้ต้องมีกรดน้ำส้มอยู่ประมาณร้อยละ 4.2 ถึง 4.5% น้ำส้มสายชูหมักที่นิยมนำมาดองไข่ในตอนนี้เป็นยี่ห้อ ไดมอนด์ มีขายที่ฟู้ดแลนด์ มีหลายสาขาในกรุงเทพฯ
2.   ไข่ไก่สดใหม่ 8 ฟอง ต่อน้ำส้มสายชูหมัก 1 ขวด (ไข่ไก่ขนาดเล็กเบอร์ 3 หรือ เบอร์ 4 จะเหมาะที่สุด)ห้ามแช่เย็นมาก่อน ถ้าใช้ไข่จะเน่าเสียทั้งหมด
3.   โหลแก้วเท่านั้น จำนวน 2 ใบเพื่อให้การทานยาต่อเนื่อง เลือกขนาดโหลที่พอดี อย่าให้ไข่ซ้อนกันเกิน 2 ชั้น ถ้าซ้อนกันมาก ไข่มีโอกาสแตกได้ถ้าไม่มีโหลอาจใช้ถ้วยแก้วดองไข่เพียงครั้งละ 5-8 ฟองแทนก็ได้บางคนก็ดองใส่แก้วๆละฟอง  อันนี้แล้วแต่ความเหมาะสมที่จะพลิกแพลงเอา


การเตรียมยา
1.   เช็ดผิวไข่ให้ สะอาด อาจแช่น้ำหรือขัดในน้ำให้สะอาดเบาๆเช็ดให้แห้งนำไปเรียงในโหลแก้ว เทน้ำส้มสายชูโดยให้น้ำสายส้มชูท่วมไข่  เมื่อแช่ทีแรกจะเห็นฟองก๊าซผุดขึ้นมาตามเปลือกไข่
2.   ไข่จะนิ่มทั้งฟองภายในหนึ่งหรือสองวัน และไม่ควรปิดฝาให้แน่นในช่วงนี้ เพื่อให้แก๊สที่เกิดระบายสู่บรรยากาศได้โดยง่าย หลังจากนั้นค่อยปิดฝาขวดโหล  เมื่อ ทิ้งไว้นาน  4-5 วันเต็มจะสังเกตเห็นไข่จะขยายตัวใหญ่ขึ้น แต่บางทีก็ต้องดองถึง 10 วัน จะช้าจะเร็วนั้นขึ้นอยู่กับความข้มข้นของกรดในน้ำส้มด้วย เมื่อดองไข่ได้ที่แล้วให้นำไข่ออกมารับประทานวันละ 1 ฟองจนหมดจึงทิ้งน้ำส้ม ทานติดต่อกันไปจึงจะได้ผล





รูปแสดงการเตรียมยา
ไข่ที่กำลังดอง













การรับประทานยา
1.    นำไข่ซึ่งนิ่ม 1 ฟอง เปิดน้ำประปาล้างไข่พร้อมใช้นิ้วลูบเปลือกไข่เบาๆเปลือกไข่จะยุ่ยหลุดออกมาเหมือนแป้งจนเกือบหมดเหลือเพียงเยื่อใสๆซึ่งหุ้มไข่ขาวและไข่แดงอยู่ภายใน นำไข่ใส่แก้ว เจาะเยื่อหุ้มไข่ (วางไข่ในแก้ว ป้องกัน ไข่กระเด็น แล้วใช้ไม้จิ้มฟันเจาะเอาเยื้อหุ้มไข่ทิ้ง)นำไข่แดงและไข่ขาวมารับประทานหลังอาหารเช้า วันละ 1 ฟอง ห้ามทานตอนท้องว่างถ้ารับประทานยากให้ผสมน้ำผึ้งก็ได้แต่ผสมกับน้ำเชื่อมจะคล้ายบัวลอยทานง่ายที่สุด ห้ามทำให้สุกเด็ดขาด น้ำส้มจะเสื่อมสภาพ
2.    หลังรับประทานแล้วให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาให้มากๆทั้งวันเพื่อระบายท้องเสียหลังทานยาห้ามดื่มน้ำเย็นทันทีเพราะอาจทำให้คลื่นไส้ได้  ถ้าหายดีแล้วควรทานเป็นประจำ แต่ลดยาลงเหลืออาทิตย์ละ 2-3 ฟอง(ทุกครั้งที่ทานยาห้ามนอนทันทีแต่ควรทำอะไรไปพลางก่อนเพื่อให้ยาเดินสำคัญมาก) การทานหลังอาหารมื้อเช้าประมาณ 10-15 นาที จะดีที่สุดแล้วทานน้ำมะนาวหรือของเปรี้ยวอื่นๆ ชิ้นเล็กๆ ตบท้าย จะช่วยให้รู้สึกดีมากมีน้อยมากที่จะพบเฉพาะบางท่านเท่านั้น ที่รับประทานยาติดต่อกันหลายวันอาจมีอาการร้อนใน เช่น ปากเป็นเม็ด ริมฝีปากแห้ง หรือมีขี้ตา เป็นต้นควรหยุดทานยาชั่วคราว แล้วแก้อาการร้อนในด้วยการรับประทาน ยาเขียวตราใบห่อชนิดระบายอ่อน ในบางกรณีอาการปวดหรือชาอาจมากขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวันให้อดทนรับประทานต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการจะดีขึ้น เห็นได้ชัดเนื่องจากเป็นช่วงยาออกฤทธิ์ใหม่ๆขับอาการของโรคออกแล้วจะรู้สึกดีขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยอยู่


ประวัติและการวิเคราะห์การทำงานของยา
1.    ผู้มีอาการเสี่ยงต่อการช๊อก ได้แก่โรคหัวใจ (เจ็บแปลบๆ ปวดจี๊ดสาเหตุ เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเพราะเส้นเลือดฝอยตีบ) , ผู้ที่เคยผ่าตัดหัวใจ (ทำบายพาสมาแล้วแต่เป็นซ้ำอีก) , หัวใจโต , ผู้มีน้ำตาลในเลือดสูงมากถึงขึ้นต้องฉีดอินซูลิน , ผู้มีความดันโลหิตสูงเส้นเลือดฝอยมีโอกาสเปราะแตกอาจเสียชีวิตได้ทุกเมื่ออาการเสี่ยงเหล่านี้จะหมดไปอย่างรวดเร็วในทันทีที่เริ่มทานไข่ดองน้ำส้มสายชูหมักซึ่งจะรู้สึกได้เอง ยิ่งสามารถทานต่อเนื่องได้ทุกวันผู้ป่วยจะรู้สึกได้เองว่ายานี้ได้ผลดีจริงในระยะเวลาที่เร็วมากอีกทั้งน้ำส้มสายชูหมักมีวิตามินซีสูงมากทำให้เส้นเลือดเหนียวและเปราะแตกได้ยากมาก
2.    สำหรับผู้ป่วยที่มีผลการตรวจขอแพทย์เป็นตัวเลขยืนยันชัดเจนเมื่อทานยาติดกันประมาณ 30 ฟอง แล้วไปให้แพทย์เจาะเลือดผลปรากฎว่าระดับน้ำตาล , ความดัน , ครอเรสเตอรอล ไตรกรีเซอร์ไรด์จะลดลงใกล้เคียงปกติทุกคน ยังไม่เคยมีใครทานยานี้แล้วไม่ได้ผลเพียงแต่ต้องทำยาให้ถูกต้อง และทานยาให้ต่อเนื่องจึงจะถูกวิธีโดยผู้ป่วยทุกรายยืนยันเองได้ผลจริง และได้ผลเร็วเกินคาด
3.    โรคต่างๆ ที่เกิดจากหินปูนกดทับเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว ได้แก่อาการเมื่อย ชา ปวด บวม ข้อและเข่าอักเสบ ไหล่ติดนิ้วมือเท้าแข็ง ตับ ไตไทรอยด์ นอนไม่หลับ ฯลฯ รักษาได้ผลดีรวดเร็วมาก เพราะน้ำส้มจะละลายหินปูนตามข้อต่างๆ รวมทั้งนิ่วและในไตน้ำส้มจะทำให้เส้นประสาทสั่งการจากสมองทำงานได้สมบูรณ์ด้วยการทำความสะอาดเส้นเลือดฝอยทุกเส้น ทำให้เลือดเดินได้สะดวก อวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ตับอ่อนไต หัวใจ ม้าม ฯลฯ ก็สามารถฟื้นตัวทำงานได้ปกติโดยอาศัยความสามารถของไข่ไก่เป็นตัวพาน้ำส้มไปทำความสะอาดผนังหลอดเลือดในรูปของสารอาหารเพราะน้ำส้มสายชูหมักถือเป็นสิ่งแปลกปลอมทางร่างกาย รับประทานโดยตรงร่างกายจะไม่ดูดซึมและขับออกทั้งหมดทางปัสสาวะจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์โดยตรงได้
4.    น้ำส้มสายชูหมักในไข่ไก่จะละลายหินปูนและทำความสะอาดผนังทางหลอดเลือดทั่วร่างกายแม้แต่ในกระดูกตั้งแต่เส้นเลือดใหญ่จนถึงเส้นเลือดฝอยอย่างละเอียดทำให้ปัญหาในการอุดตันในเส้นเลือดฝอยที่เป็นเส้นประสาทสั่งการสำคัญๆ สะอาดเลือดไหลเวียนสะดวก ทำให้ยานี้รักษาโรคอัมพฤกษ์และอัมพาตหายและได้ผลจริงโดยหลักการที่ว่าเมื่อหลอดเลือดสะอาดจะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อทั่วร่างกายฟื้นตัวกลับสู่ปกติเพราะได้รับสารอาหารและออกซิเจนจากเลือดอย่างพอเพียงและทั่วถึงและดึงของเสียที่เกิดจากการใช้งานของเซลล์กลับออกมาทำให้ปราศจากเซลล์เสียในร่างกายเท่ากับการป้องกันและยับยั้งการเกิดการขยายตัวของเซลล์มะเร็งโดยอัตโนมัติ ทานยานี้เป็นประจำจะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้ทุกชนิดดังกล่าวมานับว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่มีสรรพคุณวิเศษต่อมวลมนุษย์อย่างแท้จริงเพราะราคาถูกทำเองได้ง่ายๆไม่ต้องทานยาแผนปัจจุบันที่เป็นสารเคมีและราคาแพงไปตลอดชีวิตแต่อาการทรงตัวไม่สามารถหายขาดได้และยังมีผลข้างเคียงติดตามมาเป็นอันตรายต่อตับและไตอย่างมาก

·       ท่าน อ.ศักดา วัชรินทร์กร ที่ชมรมแพทย์แผนไทยก้าวหน้า มีผลวิจัยเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
         หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือ " ไข่+น้ำส้มสายชูรักษา โรค "ตามแผงเซเว่นหรือ ซีเอ็ดบุ๊ค



ประเภทของน้ำส้มสายชู
น้ำส้มสายชู แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่
1 . น้ำส้มสายชูหมัก คือน้ำส้มสายชูที่ได้จากการหมัก เมล็ดธัญพืช เช่น ข้าว  ข้าวโพด ผลไม้ เช่น สับปะรด แอ๊ปเปิ้ล หรือ น้ำตาล กากน้ำตาล
                การผลิตน้ำส้มสายชูหมัก เป็นการหมัก สองขั้นตอน คือ การหมักน้ำตาล ให้เกิดแอลกอฮอล์โดยใช้ยีสต์ ตามด้วยการหมักแอลกอฮอล์ให้เกิดกรดอะซิด้วยแบคทีเรียในกลุ่ม อะซิโตแบ็คเตอร์ และ กลูคูโนแบ็คเตอร์น้ำส้มสายชูที่หมัก จะใส ไม่มีตะกอน ยกเว้นตะกอนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีกลิ่นหอมตามกลิ่นของวัตถุดิบ มี รสชาติดี มีรสหวานของน้ำตาลที่ และมีปริมาณกรดน้ำส้ม (กรดอะซิติก) ไม่น้อยกว่า 4%
2. น้ำส้มสายชูกลั่น เป็น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำเอทธิลอัลกอฮอล์กลั่นเจือจางมาหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชู หรือเมื่อหมักแล้วนำไปกลั่น หรือได้จากการนำน้ำส้มสายชูหมักมากลั่น น้ำส้มสายชูกลั่นจะต้องมีลักษณะใส ไม่มีตะกอนและมีปริมาณกรดน้ำส้มไม่น้อยกว่า 4%
3. น้ำส้มสายชูเทียม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำเอากรดน้ำส้ม (Acetic acid) ซึ่งสังเคราะห์ขึ้นทางเคมี เป็นกรดอินทรีย์มี ฤทธิ์เป็นกรดอ่อนมีความเข้มข้นประมาณ 95% มาเจือจางจนได้ปริมาณกรด 4 - 7% ลักษณะใส ไม่มีสี




น้ำส้มสายชูหมักตราไดมอนด์

สรรพคุณของน้ำส้มสายชูหมัก
น้ำส้มสายชูหมัก หรือที่ฝรั่งเรียกว่า ไวเนกร้า ที่เรามักเห็นบ่อย ๆ คือ แอปเปิ้ลไซเดอร์ ซึ่งมีขายทั่วไปในยุโรป อเริกา และที่ญี่ปุ่น ส่วนเมืองไทยก็มีบ้างประปราย ก็คือน้ำส้มสายชูหมักที่ทำจากผลแอปเปิ้ลนั่นเองซึ่งโดยปกติจะมีรสเปรี้ยวจัด การรับประทานส่วนใหญ่จึงนิยมนำมาผสมน้ำผึ้ง เจือจางด้วยน้ำสะอาด เพื่อกลบรสชาติ และจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะ สรรพคุณของน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลมีมากมาย ได้แก่ ช่วยในระบบย่อยและดูดซึมอาหาร ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยล้างทางเดินอาหารและกระเพาะให้สะอาด ล้างสารพิษในร่างกาย ช่วยปรับระดับกรด-เบสในร่างกายให้สมดุล บรรเทาอาการปวดศีรษะ ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยบรรเทาอาหารปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ ช่วยให้ระบบปัสสาวะเป็นปกติ บำรุงสายตา ช่วยลดน้ำหนักได้ ใช้ทาผิวรักษาผิวพรรณ ช่วยให้ความจำดีขึ้น แก้ผมแตกปลาย กำจัดรังแค และอาการคันศีรษะ รักษาโรคความดันโลหิตสูง และยังใช้แช่ผักที่มีสารตกค้างได้อีกด้วย ส่วนในบ้านเราซึ่งได้ชื่อว่าแดนสุวรรณภูมิ ถึงแม้จะไม่สามารถปลูกแอปเปิ้ลได้ แต่สามารถหาผลิตภัณฑ์อื่นมาทำน้ำส้มสายชูหมักได้ง่าย  ๆ และคุณค่าไม่ได้ด้อยไปกว่า ของฝรั่งเลย ดังที่นิยมทำกันก็มี กล้วย อ้อย น้ำมะพร้าว ข้าว สับปะรด  ข้าวโพด

วีดีโอที่เกี่ยวข้อง


ไข่ดองน้ำส้มสายชูหมัก โดยบล็อกยาอมตะ





ไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก


การทำน้ำส้มสายชูหมักเองง่าย ๆ จาก ม.เกษตร

ลิ้งค์ของบทความที่เกี่ยวข้อง

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Best Blogger TipsBest Blogger Tips