ไข่ดองน้ำส้มสายชูหมัก

ยาอมตะชุด 1 รักษา เบาหวาน ความดัน หัวใจ เก๊าท์ อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดข้อ ไหล่ติด หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาด สร้างภูมิต้านทาน ใบหน้าอ่อนวัย ไม่มีสิว

นมบัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์

สรรพคุณ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยให้ตับ ม้ามแข็งแรง รักษากระเพาะ และลำไส้ รักษาอาการภูมิแพ้ แพ้อากาศ ทำให้ความดันเป็นปกติ ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง ช่วยละลายนิ่ว อุดมด้วยแคลเซียม ตามธรรมชาติ ฯลฯ

น้ำหมัก ผัก ผลไม้ สมุนไพร เพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของเอนไซม์ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง โดยน้ำหมักจะช่วยให้เซล์ต่าง ๆ แข็งแรง มีอายุยืน และให้พลังงานในการกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติทันที ไม่ปล่อยให้ลุกลามเป็นเนื้อร้าย ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ลดคลอเลสเตอรอล ฯลฯ

น้ำชาหมักเพื่อสุขภาพ คอมบูชา

ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ลดอาการปวดศีรษะไมเกรน และโรคข้ออักเสบ ลดอาการผิดปกติของภาวะเมตาบอลิซึม ลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ เบาหวาน โรคเครียดและมะเร็ง ยับยั้งเชื้อที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด

สมุนไพรปราบมะเร็ง

รวบรวมสมุนไพรไทยที่พิฆาตมะเร็งได้จริง และสามารถปลูกเองได้ง่าย ๆ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรปราบมะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรปราบมะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไปเก็บหนอนตายหยากปีกผีเสื้อ (คิ้วนาง) กันเถอะ

ช่วงนี้ข้าน้อยฯห่างเหินอัพเดทบล็อกไปหลายวัน ต้องขออภัยต่อผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกเป็นอย่างมาก  เพราะัมัวแต่สาละวนง่วนกับการปลูกพืชสมุนไพร และปลูกอะไรต่อมิอะไรอยู่ จึงได้แต่เข้ามาตอบคำถามแล้วก็เข้าไปนอนตามปกติ (หุหุ)
    พอดีมีผู้สนใจเกี่ยวกับหนอนตายหยากใบผีเสื้อ และเผอิญวันนี้คุณลุงเปี๊ยกได้ชวนผมไปเก็บพอดี ผมจึงขอนำภาพมาลงไว้ก่อน แล้วจะมาโม้ให้ฟังวันหลังครับ


สถานที่เก็บ ต้องรีบกลับ  เพราะฝนตกครับ (ถ่ายตอนขากลับ) แบกมาคนละกระสอบ
ส่วนผมแบกกล้อง (หุหุ)


ใบหนอนตายหยากปีกผีเสื้อ หุหุ จำง่ายมาก


คุณลุงเปี๊ยกกำลังเด็ดเลยครับ



ลักษณะของดินที่เค้าชอบขึ้นครับ ดินร่วน ๆ  สีดำ แสดงว่ามีธาตุอาหารในดินเยอะ







ภาพหนอนตายหยาก สังเกตุดูครับ สีมันจะกลืน ๆ กันหน่อย
ลักษณะเค้าจะชอบอยู่ใต้เงาม้ที่โปร่ง ๆ 
คงจะชอบแดดสัก 50-80 % และไม่ชอบโดนทั้งวัน 


ฝืมือคุณป้าจี๊ดครับ เป็นกอบเป็นกำ

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กะเม็ง ลักษณะ สรรพคุณ และการขยายพันธ์


ภาพดอกกะเม็ง จากคุณ tarapiw เว็บพันทิป

สมุนไพรปราบมะเร็งตัวที่หนึ่ง กะเม็ง
          ชื่อไทย กะเม็ง หรือ กะเม็งตัวเมีย มีชื่อเรียกแตกต่างกันหลายชื่อ ขึ้นกับแต่ละท้องถิ่น เช่น ทางภาคเหนือ เรียกว่า ฮ่อมเกี้ยว ทางพายับ เรียก หญ้าสับ จีน เรียก บั้งกีเช้า ทางภาคกลาง เรียก กะเม็งตัวเมีย

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Eclipta prostrata Linn. ในวงศ์ Compositae ซึ่งเป็นพืชในวงศ์เดียวกับ ทานตะวัน และดาวเรือง

ลักษณะทั่วไป

    ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นตั้งตรง มีความสูงประมาณ 4-32 นิ้ว ลักษณะลำต้นมีขนหรือบางต้นก็ค่อนข้างเกลี้ยง ลำต้นมีกิ่งก้านแตก ที่โคนต้น
    ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปรี หรือรูปหอก ปลายใบแหลมเรียว โคนใบสอบแคบ ริมขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ผิวเนื้อใบเกลี้ยง ขนาดของใบกว้างประมาณ 0.5-2.5 ซม. ยาวประมาณ 3-10 ซม. ก้านใบไม่มี ถ้าเกิดในที่ชุ่มชื้น มีน้ำมากใบก็ใหญ่ เกิดในที่แห้งแล้ง ใบจะเล็ก
    ดอก : ดอกออกเป็นกระจุก ลักษณะของดอกมีกลีบดอกสีขาว ดอกวงในโคนดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อยาวประมาณ 2 มม. ส่วนปลายจะหยักเป็น 4 แฉก ดอกในวงนอกเป็นรูปรางน้ำ ยาวประมาณ 2.5 มม. ปลายดอกหยักเป็น 2 แฉก ก้านดอกเรียวยาว ยาวประมาณ 2-4.5 ซม.
    ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปลูกข่าง เมื่อแก่จัดจะมีสีดำ เมื่อขยี้ดูจะมีน้ำสีดำออกมา ปลายมีระยางค์เป็นเกล็ดยาวประมาณ 2.5 มม. ขนาดของผลกว้างประมาณ 1.5 มม. ยาวประมาณ 3-3.5 มม.
(อ่านแล้วเวียนหัวชอบกล ดูที่รูปดีกว่าครับ)



เมล็ดกะเม็ง สีน้ำตาลเข้มเกือบดำตามรูป แสดงว่าแก่พอที่จะนำไปเพาะได้แล้ว วิธีทดสอบ
ลองเอามือบีบที่ฝักเบา ๆ ถ้าเมล็ดแก่จะร่วงออกได้ง่าย (อย่าลืมเอามืออีกข้างรองด้วยล่ะ)


ภาพขยายดอกกะเม็ง ด้วยเลนส์มาโคร (รู้สึกว่าสีจะอ่อนเกินความจริงไปนิดนึง )





การขยายพันธุ์ : กะเม็งเป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นในที่โล่งแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้น ค่อนข้างมาก มีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

อัตราการงอกของเมล็ดกะเม็ง
ในชวงหลังสุกแกเมล็ดจะไมงอกทันที  จะมีการพักตัวในระยะแรก แล้วจะทยอยกันงอก เมื่อมีระยะการเก็บรักษามากขึ้น  อัตราการงอกจะสัมพันธ์กับวันที่เก็บ โดยดูได้จากตาราง

หลังจากเก็บเกี่ยว (วัน)
อัตราการงอกของเมล็ด %
0
16
10
16
20
28
30
54
60
71
90
51
ตารางความสัมพันธ์ ระหว่างวันที่เก็บรักษาเมล็ดกับอัตราการงอก

วงจรชีวิตของกะเม็ง

มีชวงเวลาในการงอก
10 วัน
ชวงการเจริญเติบโตไมอาศัยเพศ
12 วัน
ชวงระยะออกดอกจนกระทั่งดอกบานใช้เวลา
14 วัน
และชวงการติดเมล็ด จนกระทั่งต้นตาย
68 วัน
รวมระยะเวลาตลอดวงชีวิตโดยเฉลี่ย
114 วัน
กะเม็งผลิตเมล็ดโดยเฉลี่ย 15,312 เมล็ด/ตน เมล็ด



ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบ ดอก ราก

สรรพคุณและการนำมาใช้รักษาโรคต่าง ๆ
กะเม็งมีรสเปรี้ยว ชุ่มเย็น ส่วนวิธีและปริมาณที่ใช้ ของกะเม็งนั้น จะใช้ทั้งต้นแห้ง 10-30 กรัม ต้มเอาน้ำกิน หรือจะนำมาบดเป็นผง ทำเป็นยาเม็ดลูกกลอน หรือกินเป็นผงก็ได้ (ส่วนผมชอบบดเป็นผงชงกับน้ำร้อนแล้วผสมกับน้ำผึ้งอีกทีหนึ่ง)

1. รักษาแผล
          - หมอยาทุกภาคต่างรู้ดีว่ากะเม็งเป็นสมุนไพรทำแผล ช่วยห้ามเลือดและป้องกันการติดเชื้อ มีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ว่า สมัยสงครามเวียดนาม กะเม็งเป็นยาคู่สนามรบมีการนำมาใช้ทั้งสดและแห้งเพื่อห้ามเลือด นอกจากนำมาใช้รักษาแผลให้คนแล้ว กะเม็งยังเป็นยารักษาแผลในสุนัขตัวโปรดได้ด้วย
          - กะเม็งยังใช้ตำพอกแก้อักเสบเมื่อถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
- ใช้ต้มอมบ้วนปากรักษาอาการปากและเหงือกเป็นแผล
- แก้ปวดฟัน โดยใช้ต้นสดผิงไฟให้แห้งแล้วบดเป็นผงทาที่เหงือกแก้ปวดฟันก็ได้ และ--- รักษาอาการปากเปื่อย-ปากเจ็บเนื่องจากเชื้อราในเด็ก โดยใช้น้ำคั้นจากใบ ๒ หยดผสมน้ำผึ้ง ๘ หยด ทาบ่อยๆ
- รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก อาการฟกช้ำ อาการแพ้ได้อย่างดี โดยบดตำเอามาพอกที่บาดแผล ลดอาการอักเสบ ปวดแสบปวดร้อน อาการอักเสบจะดีขึ้น ให้พอกไปเรื่อยๆ และคอยเปลี่ยนยาบ่อย ๆ

2. แก้บิดถ่ายเป็นมูกเลือด ใช้ต้นแห้ง 30 กรัม หรือ ต้นสด 120 กรัม ต้มน้ำกินติดต่อกัน 3-4 วัน
3. แก้โรคผิวหนังผื่นคันจากการทำนา 
          กะเม็งยังช่วยรักษาอาการน้ำกัดเท้า ชาวนาสมัยก่อนจะนำใบกะเม็งขยี้ทาเท้าทิ้งไว้ให้แห้งก่อนลงนา การศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่ากะเม็งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อทั้งราและแบคทีเรีย และเป็นสมุนไพรที่ขึ้นได้ดีในหน้าน้ำ เป็นเรื่องน่าแปลกเพราะดูเหมือนว่า ธรรมชาติจะได้ประทานสมุนไพรชนิดนี้มาให้กับชาวนาใช้รักษาโรคน้ำกัดเท้า ในหน้าลงนาได้พอดิบพอดี แต่ถ้ามือและเท้าเปื่อย จากการทำนาแล้ว ก็สามารถใช้น้ำคั้นจากใบทารักษาได้ โดยทาวันละ 2 ครั้ง จนกว่าจะหาย

4. แก้ผมหงอกก่อนวัย ใช้น้ำคั้นจากต้นเคี่ยวกับน้ำมันงา หรือน้ำมันมะพร้าวทา ศีรษะจะทำให้ผมดกดำ และแก้ผมหงอกก่อนวัย
5. เบาหวาน นอกจากเป็นยาอายุวัฒนะแล้ว หมอยาพื้นบ้านยังบอกว่ากะเม็งเหมาะที่จะทำเป็นชาสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ดียิ่งนัก
5. รักษาตับ
          กะเม็งเป็นสมุนไพรที่มีการกล่าวขวัญถึงในหมู่หมอยาสมัยก่อนทั้ง ไทย จีน พม่า อินเดีย โดยใช้เป็นยารักษาตับ หมอยาไทยมักจะบอกว่ากะเม็งรักษาอาการดีซ่านตัวเหลืองตาเหลือง เคยมีหมอพม่าและหมออินเดียมาดูงานที่โรงพยาบาลต่างพูดตรงกันว่า กะเม็งเป็นสมุนไพรที่บ้านเขาใช้รักษาตับ มีทั้งใช้กะเม็งเดี่ยวๆ หรือบางครั้งก็ใช้เป็นตำรับร่วมกับต้นลูกใต้ใบ ผักหวานบ้าน มะขามป้อม เป็นต้น สอดคล้องกับการค้นคว้าทางเอกสาร พบว่าหมอยาพื้นบ้านในประเทศต่างๆ ก็มีการใช้กะเม็งรักษาโรคตับเช่นกัน
6. แก้อักเสบ บวมน้ำ
          นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์จากทางบ้านคือ ใช้ต้นกะเม็งสดๆ ๓-๔ ต้น ล้างให้สะอาดนำไปต้มให้เดือดประมาณ ๑๐ นาที แล้วดื่มน้ำโดยผสมน้ำตาลทรายลงไปผสมพอมีรสหวาน ดื่มกินไม่เกิน ๒ วัน ช่วยแก้อักเสบ บวมช้ำ (พระจีรพันธ์ ธัมมกาโม วัดพบพระใต้ จ.ตาก)
7. โรคไต
          ถ้าเป็นไม่นาน ให้นำต้น กะเม็ง ทั้งสองชนิด คือ กะเม็งตัวผู้ กับ กะเม็งตัวเมีย โดยให้เอาทั้งต้นแบบชนิดแห้งชนิดใดช
นิดหนึ่ง จำนวน 1 กำมือ ต้มกับน้ำจนเดือด ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน เย็น หรือต้มดื่มน้ำทั้งวันก็ได้ จะช่วยล้างพิษหรือสารตกค้างจากไตจนหมด ทำให้ไตสมบูรณ์ขึ้น ร่างกายก็แข็งแรงตามไปด้วย ไม่มีอาการปวดเมื่อย ผิวกายไม่ตกกระ และยังช่วยชะลอความแก่ เพราะไตดีขึ้นนั่นเอง ผิวพรรณสดใสอีกด้วย
8. แก้มะเร็ง ใช้ได้ดีมากกับผู้ป่วยมะเร็งตับ
9. รักษาอาการแผลเรื้อรังเน่าลุกลามรักษายาก เช่นแผลจากเบาหวาน แผลจากมะเร็ง
10. แก้หืด
11. แก้หลอดลมอักเสบ
12. แก้จุกเสียด
13. รักษาแผลในกระเพาะ ลำไส้ 
14. แก้กลากเกลื้อน
15  รักษาอาการชักเกร็ง มือเกร็ง  ที่เกิดจากอาการทางประสาท ทำให้เป็นลมวิงเวียน ชักเกร็ง มือเกร็ง ซึ่งอาการเช่นนี้คล้ายๆ กับโรค Hyperventilation ในแผนปัจจุบัน วิธีใช้นั้นจะใช้กะเม็งเป็นตัวหลักตำคั้นน้ำผสมกับสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมตัวอื่นๆ เช่น ขิง ว่านเปราะหอม เป็นต้น แล้วใช้น้ำคั้นที่ได้ให้ผู้ป่วยจิบ และใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำคั้นสมุนไพรเหล่านั้นเช็ดหน้า คลุมหัวผู้ป่วยไว้
16. เป็นยาอายุวัฒนะ


การเก็บกะเม็ง จะเก็บมาใช้ทั้งต้นในขณะที่ต้นเจริญเต็มที่ กำลังออกดอก เมื่อเก็บมาแล้ว ควรล้างดินออกให้สะอาด หั่นเป็นท่อนหรือชิ้นเล็ก ๆ ตากหรือผึ่งให้แห้ง เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น เพื่อใช้เป็นยา ลักษณะของยาแห้งที่ดี ควรมีสีเขียว ไม่มีเชื้อรา และสิ่งอื่นเจือปน


สรรพคุณจากการวิจัย 
1.  กะเม็ง สามารถแก้ความเป็นพิษที่ตับ ที่เกิดจากการทำให้เซลล์ตับเป็นพิษ ด้วยสารพิษบางชนิดได้ผลดี มีรายงานว่า กะเม็ง มีฤทธิ์แก้ไข้ และแก้แพ้ในหนูถีบจักร และหนูขาวอีกด้วย ดังนั้น จึงเป็นข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า กะเม็ง สามารถนำมาใช้ในการรักษาตับอักเสบ และโรคผิวหนังผื่นคันได้เป็นอย่างดี
2.การศึกษาวิจัยสมัยใหม่เกี่ยวกับกะเม็ง พบว่ามีฤทธิ์คลายเครียด ช่วยทำให้นอนหลับ โดยกะเม็งไปมีฤทธิ์เพิ่มระดับ Melatonin ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่หลั่งออกมาตอนกลางคืน ซึ่งสารนี้จะช่วยปรับสภาพร่างกายให้เหมาะแก่การนอนหลับ
3. ปัจจุบันมีรายงานการศึกษาวิจัยเป็นจำนวนมากถึงผลของกะเม็งต่อตับ คือกะเม็งสามารถป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษรวมทั้งจากแอลกอฮอล์ ป้องกันไม่ให้เซลล์ตับถูกทำลายจากไวรัส แถมยังช่วยในการฟื้นตัวของตับที่ถูกทำลายได้อีกด้วย
4. จากการศึกษาสมัยใหม่พบว่ากะเม็งมีฤทธิ์เพิ่ม T-lymphocyte และมีการศึกษาตำรับยาจีนชนิดหนึ่งเรียกว่า AFE ซึ่งมีกะเม็งเป็นส่วนประกอบ พบว่าสูตรยาดังกล่าวสามารถเพิ่มระดับ lymphocyte และ IgG ซึ่งเป็นสารสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้กะเม็งยังทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงแข็งแรงขึ้น ซึ่งยืนยันการใช้เป็นยาอายุวัฒนะของคนสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี และอาจมีประโยชน์ต่อการใช้เป็นยาเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยเอดส์ นอกจากนี้แล้วยังพบว่า กะเม็งลดการกดภูมิคุ้มกันซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ใรักษาความเป็นปกติ ของร่างกายขณะได้รับเคมีบำบัด

สรุป

กะเม็ง เป็นพืชล้มลุก พบขึ้นตามที่รกร้าง และที่ชื้นแฉะทั่วไป กะเม็งเป็นยาสมุนไพรที่ใช้กันมานาน มีประโยชน์ทางยามากมาย สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับแผลแทบทุกชนิด รวมไปถึง แผลเรื้อรังที่รักษายาก เช่นแผลจากเบาหวานแผลจากโรคมะเร็ง รวมไปถึงแผลฝีหนอง และยังช่วยรักษาโรคตับอักเสบ โรคปอด(หลอดลมอักเสบ) โรคไต โรคผิวหนังผื่นคันจากการทำนา และรักษาผมหงอกก่อนวัย ทำให้ผมดกดำ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ มล.เนื่อง นิลรัตน์ ได้เขียนบทความ "ยาเถื่อน" บรรยายสรรพคุณของกะเม็งโดยมีตัวอย่างการใช้รักษาโรคกับคนให้เห็นภาพอย่างชัดเจน จนเป็นที่โ่ด่งดัง ซึ่งสมัยนี้หมอปัจจุบันหลายท่านก็หันมานิยมกะเม็ง มาใช้รักษาคนไข้แทนยาแผนปัจจุบันเหมือนกัน


เว็บอ้างอิง
http://thailand-an-field.blogspot.com/2010/03/blog-post_6001.html
http://thrai.sci.ku.ac.th/node/936
http://allknowledges.tripod.com/kameng.html
http://www.samunpri.com/?p=1735
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/index.php?page=search_detail&medicinal_id=290
http://www.doctor.or.th/article/detail/5365

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การปลูกกะเม็ง

        หลังจากได้คุยเรื่องกะเม็งไปบ้างแล้ว วันนี้เรามาปลูกกะเม็งกันดีกว่าครับ
        ตามปกติแล้ว ผมอยากใช้หัวข้อว่า "มาปลูกกะเม็งกันเถอะ" มากกว่า เพราะจะตรงตามความตั้งใจของผมคือเป็นเพียงการชักชวนและแนะนำแนวทางที่ทำได้จริงและง่าย ๆ เท่านั้น เพราะผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไร แต่เนื่องจากว่าระบบค้นหาคำในกูเกิ้ลมักจะแนะนำคำสั้น ๆ ง่าย ๆ และตรงประเด็น ๆ  ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องใช้หัวข้อนี้ เพราะถ้าเขียนบทความไปแล้วไม่มีใครอ่าน ก็ไม่รู้จะเขียนทำไม และในบทความต่อ ๆ ไป ผมก็จำเป็นต้องใช้หัวข้อห้วน ๆ เพื่อให้กูเกิ้ลค้นหาได้ง่ายนะครับ ขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านก่อนนะครับ (รับทราบคร๊า....พ่อประคู๊น:ผู้อ่าน)
         ผมได้ค้นหาข้อมูลจากในเน็ตแล้ว ก็พบว่ากะเม็งเป็นมักขึ้นตามที่รกร้าง เป็นวัชพืชตามแปลงถั่ว ชอบที่ชื้นแฉะ ปลูกได้โดยการเพาะเมล็ด เป็นไม้อายุสั้น โดยมีอายุ 114 วัน ซึ่งต้นหนึ่งให้เมล็ดเฉลี่ยน 15,312 เมล็ด (ที่มา:การประชุมวิชาการของม.เกษตร ครั้งที่ 39)
        อย่ารีรอกันเลย เราไปปลูกกะเม็งกันเถอะ ทิ้งตำราวิชาการทิ้งไป หาของตามมีตามได้ ตามสไตล์ของผมเองครับ (อีตาคนเขียนบล็อกนี่ท่าจะเพี้ยน แค่จะปลูกกะเม็งก็เอามาลง สงสัยว่างงานจัด:ผู้อ่าน)
        ขั้นแรกต้องไปหาต้นกะเม็งก่อน (ก็แหงล่ะ:ผู้อ่าน)  ผมได้กะเม็งมาจากคุณลุงเปี๊ยก ได้มา 1 ถุงหูหิ้ว ท่านบอกว่ากะเม็งมันปลูกยาก มันชอบแดดจัด ลุงลองปลูกแล้วไม่ค่อยรอดเฉาตายหมด  แต่พอดีเมื่อวานลุงเพิ่งไปเก็บมาว่าจะตากแดดและบดเป็นยา  ช่วงจังหวะผมไปขอเลยได้มาพอดี  เมื่อกลับมาบ้าน มันค่ำแล้ว ผมเลยไม่ได้ปลูก แล้วผมมาเปิดดูข้อมูลในเน็ตแล้ว เค้าบอกว่าเป็นวัชพืชเกิดตามที่รกร้าง และชอบน้ำ เอาเป็นว่าผมเชื่อในเน็ตดีกว่าครับ แล้ววันต่อมาผมก็เริ่มปลูกครับ 

1. เตรียมดิน โดยผมจะปลูกไว้ ในกระถาง (แหมทะนุทะนอมเกินไปแล้วลุง:ผู้อ่านแซว)  ส่วนที่เสีย ๆ รากไม่ค่อยมี ทำท่าเหมือนพืชซึมเศร้า ผมก็เอาลงดินโลด ใครจะแซวยังไงผมก็ไม่ใส่ใจครับ เอาเป็นว่าขอให้ขึ้นเป็นพอ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมปลูกต้นไม้ หลังจากที่เคยปลูกหอมแดงตอนเรียนป.4 ผมถามชาวไร่เค้าบอกว่า การปลูกต้นไม้นั้นข้อสำคัญคือ ให้ใกล้ก๊อกน้ำ ใกล้สายยาง ถ้าไม่อย่างงั้นตายเรียบ เพราะนานไปจะขี้เกียจตามไปรด  ผมก็เชื่อครับ หุหุ ^_^

2. ผมมีผู้ช่วย 2 คน เพราะผมโม้สรรพคุณไว้มาก ว่าช่วยรักษามะเร็งได้ เค้าเลยมาช่วย อิอิ!!  อีกคนก็ให้คำแนะนำว่า  ผมเคยไปอบรมเกษตรมา วิทยากรเค้าบอกว่า ถ้าจะเพาะพวกต้นไม้ เค้าให้เด็ดยอด เด็ดปลายออก และเด็ดใบให้เหลือน้อยที่สุดแค่ใบสองใบก็พอ หรือเด็ดออกหมดเลยก็ได้ เพราะช่วงแรกนั้นรากยังไม่เกาะกับดิน จึงไม่สามารถดูดน้ำจากดินไปเลี้ยงลำต้นได้  ถ้ามีใบอยู่ใบจะดูดน้ำจากลำต้นไปหมด ทำให้ต้นเหี่ยวแห้ง เฉา และอาจตายได้ง่าย ๆ จึงจำเป็นต้องเด็ดใบทิ้ง ถ้ารากเค้าเกาะดินแล้วเค้าจะเริ่มสร้างรากฝอยขึ้นมาเพื่อดูดน้ำและสารอาหารในดิน แล้วต่อไปเค้าจะผลิใบออกมาตามข้อ. เป็นอันว่าวิเคราะห์กันไป. ตกลงผมก็เชื่อและทำตามด้วยดีครับ  โดย 1.เอาดินใส่กระถาง  โดยดินที่ผมใช้ผมไปหาตามที่ใบไม้มันกองสุมกันเยอะ ๆ และเกลี่ย ๆ ใบไม้ออก เอาแต่ดิน ไม่งั้นมันร่วนเกินไป และเลือกสีดำ ๆ ครับ เพราะว่ามีฮิวมัส(ธาตุอาหารในดิน) 2.เด็ดใบออก  3. เสียบลงดิน  4. รดน้ำ  5. วางในที่ร่ม พอมีแดดรำไร  6. ทำใจร่ม ๆ (หมายถึงทำใจเย็น ๆ เป็นภาษาคนแถวนี้ครับ)


ผมปลูกไว้ประมาณ 1 เดือนก็ออกดอกแล้วครับ เพราะต้นเก่าเค้าก็มีดอกอยู่แล้ว

ต้นกะเม็งที่ปลูกไว้ในกระถางครับ ใบเขียวชอุ่มดีครับ

ต้นกะเม็งที่ไม่สวย ไม่ค่อยมีราก เหมือนจะตาย ผมจึง
เอาลงดินไว้ มีทั้งตัวเมียและตัวผู้ครับ

นึกว่าจะตายบ้างแต่ก็รอดหมดทุกต้นนะครับ ไม่น่าเชื่อ สังเกตดูก้านเล็ก ๆ ไม่ถึงคืบ
รากก็ไม่ค่อยมี เพราะเค้าเอามาเพื่อจะบดเป็นยาแต่ผมไปขอมาก่อน 
เอามาเสียบลงดินก็ปรากฎว่ารอดครับ

อันนี้เป็นกะเม็งที่เป็นกลุ่ม ๆ  ผมก็เด็ดยอด เด็ดใบออก ไม่ทิ้งนะครับ เอาไปตากแดด ให้แห้งสนิท
แล้วนำไปบดเป็นยา ส่วนก้านก็เอามาเพาะลงดินต่อ ก็รอดครับ อยู่ยงคงกระพันกันดี 
ผลิใบแล้ว น่ารักน่าชังดีครับ



3. พอดีผมไปอ่านเจอบทความในเน็ตว่า คนเป็นโรคไตให้ใช้กะเม็ง ตัวเมีย และตัวผู้ ผมจึงหากะเม็งตัวผู้มาปลูกเพิ่ม หาได้ง่ายกว่าตัวเมียครับ และปลูกง่ายกว่ามาก ขอแค่ให้ข้อโดนดินเท่านั้นมันก็จะขึ้นเองครับ เลื้อยไปเรื่อย ครับ



ลักษณะของกะเม็งตัวผู้จะต่างจากตัวเมีย เค้าจะเลื้อยไปตามดินครับ


ดอกกะเม็งตัวผู้ ของผมยังไม่ออกดอกนะครับ ภาพนี้เอามาจากเน็ตครับ

        สรุปว่ากรรมวิธีนี้ก็ได้ผลครับ เห็นกะเม็งออกดอกขาวบริสุทธิ์ก็ชื่นใจครับ ถ้าใครรีรอที่จะปลูก ไม่ต้องรอแล้วครับ ปลูกเลยครับ ของดี  แต่ถ้าใครอยากได้เมล็ดลองสั่งจองไว้ก่อนได้ครับ แต่ยังไม่รับปากว่าจะส่งให้นะครับ แต่จะพยายามครับ
        ขอบคุณทุกท่านที่อุตส่าห์เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกกันนะครับ หวังว่าคงจะพอเป็นแนวทางการปลูกกะเม็งหรือพืชสมุนไพรอื่น ๆ ให้กับผู้ที่สนใจบ้างไม่มากก็น้อยครับ

ปล.ผมเพาะกะเม็งไว้ประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะเขียนบทความนี้ครับ


6 ส.ค. 55 ขออัพเดทบทความครับ


        พอดีช่วงที่ผ่านมาพายุวิเซนเต้เข้าทำให้ฝนตกติดต่อกันเป็นอาทิตย์
ทำให้ดอกกะเม็งร่วงหมด ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาคอย เมื่อพายุผ่านไปแล้วก็พยายามรดน้ำไม่ให้โดนดอก
พอดีวันนี้แดดออกดีได้เ็ห็นเมล็ดเป็นสีดำและเริ่มร่วงแล้ว ดีใจมาก รวมระยะเวลาตั้งแต่ปลูกก็ประมาณ 1 เดือนครึ่ง
       ผมถือโอกาสนำภาพมาให้ดูกันนะครับ ตามตำราเค้าบอกว่าช่วงที่ออกดอกจนถึงเวลาบานใช้เวลาประมาณ 14 วัน แต่ช่วงบานจนเป็นเมล็ด เค้าไม่ได้บอกไว้ ผมกะ ๆ เอาก็คงประมาณ 3-5 วันครับ รวดเร็วทันใจดีมากครับ คงต้องพักเมล็ดไว้สัก 1 เดือนก่อน แล้วผมจะเอาเมล็ดมาเพาะ ถ้าได้ผลยังไงผมจะมาอัพลงบล็อกอีกทีนะครับ

ต้นกะเม็งที่ผมปลูกไว้ในกระถางครับ ภายใต้ร่มไม้ มีแสงรำไรครับ

 อภิบายภาพ 1-2.ดอกบาน  3.กลีบดอกร่วง 
4.เมล็ดเป็นสีเขียว   5.เมล็ดแก่จัดเป็นสีดำ

ภาพเมล็ดพันธ์กะเม็งชัด ๆ ครับ 
จะสังเกตเห็นว่าเมล็ดเป็นสีดำแสดงว่าแก่จัดและร่วงลงบ้างแล้ว สามารถนำไปเพาะได้ 
แต่คงต้องรอเมล็ดพักตัวสัก 1 เดือนก่อน ส่วนทางขวาคือคือเมล็ดกะเม็งที่กลีบดอกร่วงหมดแล้ว
รอเวลาแก่จัดและจะเปลี่ยนเป็นสีดำต่อไป


19 พ.ย. 2555
ขออัพเดทบทความครับ
การเพาะกะเม็งด้วยเมล็ด

          หลังจากที่กะเม็งมาปลูกได้ระยะหนึ่ง  จนออกดอกและเป็นเมล็ด ผมก็เก็บเมล็ดมาเรื่อย ๆ ไม่ได้ปล่อยให้หล่นเองตามธรรมชาติ ผมลองไปถามคนสูงอายุ ท่านบอกว่า มันปลูกง่าย แค่หว่าน ๆ ทิ้งไว้ตามที่น้ำแฉะ ๆ หน่อย เดี่ยวมันก็ขึ้นเอง ผมก็เชื่อ จึงลองหว่านไว้ในแปลงผักลิ้นห่านดู เผื่อว่าจะขึ้นบ้าง หว่านแล้วก็ลืมไปเลย  ตอนนี้เวลาผ่านไป 3 เดือน พอดีก็พบว่า ต้นกะเม็งงอกขึ้นมา ตอนแรกก็คิดว่าเป็นเพียงวัชพืชเท่านั้น  

 31 ต.ค. 55 กะเม็งต้นน้อย ๆ งอกในแปลงลิ้นห่าน
หลังจากที่โรยเมล็ดทิ้งไว้เป็นเวลา 3 เดือน


 เข้าไปดูใกล้ ๆ .. อย่างนี้ใช่เลย
กะเม็งตัวจริงดอกจริงแน่นอน


 ผ่านไปอีก 15 วัน ก็โตจนมีดอก


กว่าจะโผล่พ้นดินออกมาได้ รอตั้งนาน
แต่แหม..เผลอแพล็บเดียว ออกดอกขาวเชียว

ปล. ถ้าอยากขยายภาพ ให้คลิ๊กที่รูปนะครับ

ลิ้งค์บทความที่เกี่ยวข้อง 

1. ชีววิทยาของกะเม็ง การประชุมวิชาการของม.เกษตร ครั้งที่39
2. กะเม็งสมุนไพรที่ไม่ควรมองข้าม โดยศูนย์สมุนไพรทักษิณ
3. สมุนไพรปราบมะเร็ง บล็อกของยาอมตะเองครับ
4. การเล่าเรื่องย้อนอดีตในวรรณกรรมของ ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ มีเรื่องสรรพคุณของกะเม็ง ตั้งแต่หน้า 87 ดีมาก




วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สมุนไพรปราบมะเร็ง


ภาพซ้ายสุดคือกะเม็ง ภาพขวาสุด คือหนอนตายหยากใบผีเสื้อ

หลังจากที่ผู้เขียนบล็อกได้รวบสูตรยา(ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ) ต่าง ๆ ที่สามารถทำได้เอง ดังที่นำมาลงในบล็อกยาอมตะนี้ได้ระยะหนึ่งแล้ว เช่น นมบัวหิมะธิเบต น้ำหมักสูตรต่าง ๆ และคอมบูชานั้น โดยเฉพาะน้ำหมักนั้น ผู้เขียนได้ลงมือหมักเองไว้มากมาย เป็น สิบ ๆ ถัง และเมื่อหมักได้ที่แล้ว ก็นำมาแจกจ่ายให้กับผู้ที่รู้จักมักคุ้นกัน (หนูทดลองก็ไม่ว่า:ผู้อ่าน) (ไม่ทันไรก็แซวซะแล้ว:ผู้เขียน)  เมื่อหนูทดลอง(อ้าวเลยพิมพ์ผิดเลย) ได้ลองทานไประยะหนึ่งปรากฎว่าก็มีสุขภาพดีขึ้นหลายอย่างเช่น บางคนทานนมบัวหิมะธิเบตก็บอกว่า โรคกระเพาะก็หาย ภูมิแพ้ก็หาย ผิวที่แห้งก็มีน้ำมีนวลขึ้น. อย่างคนทานไข่ดองน้ำส้ม ก็บอกว่า มีกำลังวังชาขึ้น และยอมรับในเรื่องสมรรถภาพทางเพศก็ดีขึ้น (โม้หรือเปล่าค๊ะ ^_^ :ผู้อ่าน)  (เรื่องจริงครับ และยาทุกตัวที่ผมได้นำมาลงในเว็บนี้นั้น ยังไม่มีใครบอกว่ากินแล้วแย่ลงเลย นอกจากรสชาดเท่านั้นที่แย่ โดยเฉพาะไข่ดองน้ำส้ม. ถ้าว่าง ๆ ผมจะมาเขียนประสบการณ์ของผู้ทานยา ลงบล็อกให้อ่านครับ:ผู้เขียน)  ถึงไหนแล้วลืมเลย (ว่าต่อ) เมื่อมีการแจกจ่ายยาที่ผมลงทุนลงแรงทำเองไปแล้ว ก็ได้มีการสนทนากันด้วย ผมก็ได้ข้อมูลเรื่องยาและสมุนไพรต่าง ๆ เพิ่มเติมมากขึ้น ขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ที่เป็นมูลเหตุ เป็นกำลังใจให้ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา

มีชายคนหนึ่งอายุประมาณ 50 ปี ผมรู้จักดี อยู่จันทบุรี เป็นโรคฝีไทรอยด์ (แกบอกอย่างนั้น ซึ่งผมก็งงอยู่ว่าเป็นยังไงโรคฝีไทรอยด์ ดูข้อมูลในเน็ตก็ไม่เห็นมี แต่เอาเถอะ สรุปว่าแกเป็นฝี และเป็นไทรอยด์ละกัน) ซึ่งจะเป็นฝีที่หน้าอก  ทำให้สุขภาพทรุดโทรม และผอมลงอย่างมาก ไปหาหมอหลายที่ทั้งหมอแผนปัจจุบัน แผนโบราณ ก็ไม่หาย แผลก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย  ๆ และหลังจากนั้นมาประมาณ 6 เดือนแผลก็เริ่มลึกลงไป ใหญ่มากขึ้น ขยายเพิ่มอีกวงหนึ่ง และเริ่มออกดอก ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่า มันกำลังแปลงร่างเป็น อ๊าก!!!! \\มะเร็ง//  
สุขภาพร่างกายตั้งแต่ที่เป็นทีแรกนั้นก็ไม่มีแรงอยู่แล้ว ผอมโซมาก แม้แต่จะยกของเบา ๆ ก็แทบจะยกไม่ขึ้น ยิ่งอาการมาเป็นหนักขึ้นอย่างนี้อีก แกไม่รู้จะไปพึ่งทางไหนดี กินยาหมอเข้าไปแผลก็มีแต่ลามขึ้น จึงไปอธิฐานขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้หายป่วย พอดีมีคนแนะนำให้ไปหาหมอคนนึงเค้าว่าเก่งมาก เปิดคลีนิกอยู่ที่ห้วยสะท้อน จังหวัดจันทบุรี ใกล้ ๆ บ้านแกนั่นแหละ  เป็นหมอแผนปัจจุบัน  แกก็เลยไป
เหมือนดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง เมื่อแกได้ไปพบคุณหมอ หมอเห็นแผลแล้ว ก็ตกใจจึงถามว่า “ทำไมพึ่งมาหาหมอ” แกก็บอกไปตามจริงว่า “ไปมาหลายที่แล้ว พอดีมีคนแนะนำมาที่นี่”  หมอก็บอกต่อว่า  “ลองเอายานี้ไปลองดู ทั้งกินทั้งทา ยานี้เป็นยาที่สืบทอดมาจากปู่ตกมายังพ่อและมาสู่หมอ เป็นยาประจำตระกูล”  และหมอก็ให้ยาแผนปัจจุบันมาอีก 2 อย่าง แถมหมอบอกสำทับมาด้วยว่าไม่รับรองว่าจะหายนะ เพราะปล่อยลุกลามมามากขนาดนี้แล้ว เมื่อได้ยาแล้ว แกก็กลับบ้าน  แล้วก็กินยาด้วยทายาด้วยตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด เพราะกลัวตาย
ขอเล่าย่อ ๆ.  เมื่อทานและทายาไปได้ อาทิตย์เดียว แผลก็เริ่มยุบ และหายภายใน 1  เดือน อย่างน่าอัศจรรย์มาก  ร่างกายก็กลับมามีแรงเหมือนเดิม จากที่เคยผอมโซก็กลับมาเหมือนเดิม   ก็เป็นอันว่าฝีที่ทำท่าจะลามเป็นมะเร็ง ก็หายได้อย่างง่าย ๆ ด้วยยาสมุนไพรจากหมอปัจจุบัน ผมจึงซักถามเพื่ออยากรู้ข้อมูลให้แน่ใจว่า ยาสมุนไพรที่หมอให้กินและทานั้นเป็นยาอะไรบ้าง แกก็นึกตั้งนาน กว่าจะบอกว่า “นึกออกแล้วหมอบอกว่ากะเม็ง  ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างนอกจากกะเม็ง ต้องไปถามเอา แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นกะเม็งอย่างเดียว เพราะได้ยินหมอพูดอยู่”
เมื่อรู้ว่าเป็นยากะเม็ง ผมก็ยิ่งสนใจมากขึ้นทันที เพราะเคยอ่านจากในเน็ต และหนังสือมาบ้าง บอกว่า กะเม็งนั้น เป็นยาสมุนไพรที่รักษาบาดแผลได้ชะงัดนัก ทั้งแผลภายนอกภายใน ชนิดไหน ๆ หรือจะเป็นแผลเหวอะหวะกะเม็งก็รักษาได้ แต่ไม่เคยคิดว่า แผลที่เกิดจากมะเร็งก็รักษาได้ เมื่อได้ข้อมูลอย่างนี้มาแล้ว แน่นอน เราศิษย์มีครู อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าเพิ่งไม่เชื่อ ผมจึงหาข้อมูลเพิ่มเติมในเน็ต จึงพบว่า มีรายงานว่ากะเม็งรักษามะเร็งได้จริง ดูได้ที่ลิ้งค์แปะไว้ด้านล่างของบทความนี้ และไม่ใช่เฉพาะกะเม็งเท่านั้นที่รักษามะเร็งได้ ผมยังได้รับการยืนยันจากผู้ที่ผมสนทนาด้วยหลายคนว่า ยังมีสมุนไพรอื่น ๆ อีก ที่หาได้ไม่ยาก (สำหรับสมัยก่อนแต่สมัยนี้หาได้ยากเพราะคนฟันทิ้งหมดคิดว่าไม่มีค่า) แต่เพาะได้ง่าย ๆ  สามารถรักษามะเร็งได้จริง โดยผมจะขอนำมาลงในบล็อกนี้เฉพาะที่พิสูจน์แล้วว่า สามารถปราบมะเร็งได้จริง โดยมีเงื่อนไขว่า


1. คนที่เป็นและหายจากมะเร็ง ต้องเป็นคนที่ผู้เขียนบล็อกรู้จัก
2. สามารถหาสมุนไพรได้ง่าย
3. ถ้าจำเป็นต้องซื้อหา ราคาต้องไม่เกิน 30 บาท ต่อวัน (เพื่อจะเอาไปต่อกรกับ 30 บาท รักษาทุกโรค:อิอิ)
4. สามารถเพาะปลูกเองได้ง่าย
5. ยาต้องไม่ใช้สมุนไพรหลายตัวเกินไป
6. ทำให้แผลหรือก้อนมะเร็งเริ่มยุบ ภายใน 3 อาทิตย์ เพราะถ้านานกว่านั้นคนไข้อาจ ลังเล สับสน กังวล ฟุ้งซ่าน
7. ทำให้แผลหรือก้อนมะเร็งยุบจนเป็นที่น่าพอใจภายใน 3 เดือน
8. รสชาดไม่แย่จนเกิน
9. การประกอบยาไม่ยุ่งยากจนเกินไป
10 .มีงานวิจัยหรือมีข้อมูลจากทางแพทย์แผนไทยสนับสนุน (กันไว้ก่อน ถ้าให้เค้ากินส่งเดช คนป่วยเกิดตายขึ้นมา ข้าน้อยติดคุกหัวโตแน่)

(เจ้าคนเขียนบล็อกนี่ ท่าจะะบ้า มันจะมีเหรอ ยามะเร็งภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ โดยเฉพาะข้อ 3  คือสมุนไพร ราคา 30 บาทเนี่ยนะ ราคานี้น่าจะซื้อได้แต่ยาอมแก้เจ็บคอนั่นแหละ :ผู้อ่านท้วง)  (ถ้าหาสมุนไพรตามเงื่อนไขอย่างนี้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ ผมจะได้สบายไม่ต้องมานั่งเขียนบล็อกให้เมื่อย นิ้ว เมื่อยคอ ปวดหัว ปวดตา แต่ที่ต้องมานั่งพิมพ์อยู่นี่ เพราะมันมีนี่สิครับ:ผู้เขียนพร่ำบ่น ) (แล้วจะบ่นทำไมล่ะลุง ไม่มีคนใช้ให้ลุงมาพิม์สักหน่อย:ผู้อ่านยังต่อว่าโดยไม่มีสามัญสำนึก)

การที่ผมนำยาอมตะไปแจกจ่ายให้กับคนรู้จักใกล้ชิด (ขออนญาตเรียกว่ายาอมตะนะครับ เพราะว่า บางทีผมก็ให้หัวเชื้อนมบัวหิมะธิเบตบ้าง  ให้น้ำหมักจากผลไม้เดี่ยว ๆ เช่นกล้วยบ้าง บางทีก็ให้น้ำหมักสูตรป้าเช็งบ้าง) ทำให้ผมได้ข้อมูลดี ๆ มาก ๆ มียาหลายตัวมากที่ช่วยรักษามะเร็งได้ ถ้าผมยังไม่ตายเสียก่อน ผมจะค่อย ๆ ทยอยลงนะครับ
วันนี้ขอจบแค่นี้นะครับ J



ภาพสุดท้ายนี้ผมไม่ทราบนะครับว่าต้นอะไร มันคล้ายกะเม็ง ผมเลยเรียกให้ขำ ๆ น่ะครับ

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องกับบทความ
1. การประชุมวิชาการเรื่อง สมุนไพรต้านมะเร็ง มีการพูดถึงกะเม็งเล็กน้อย บอกว่าสามารถรักษามะเร็งได้
2. สรุปย่อพืชยาสมุนไพรแก้โรคต่างๆ มีข้อมูลเกี่ยวกับกะเม็ง ช่วยได้หลายอย่างเช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด ยับยั้งเซลล์มะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันสับสน
3. สรรพคุณของกะเม็ง โดย นายแพทย์วีรพัฒน์  เงาธรรมทรรศน์ โรงพยาบาลแจ้ห่ม มีพูดถึงกะเม็งรักษามะเร็งตับด้วย
4. สรรพคุณทั่วไปของกะเม็ง โดยคณะเภสัช ม.สงขลาฯ


Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Best Blogger TipsBest Blogger Tips