สวัสดีครับ หลังจากหายหน้าไปเป็นเดือน วันนี้ผมขอชวนท่านผู้อ่าน มาทำน้ำหมักชีวภาพ สำหรับบริโภค สูตรป้าเช็งกันครับ โดยผมได้สูตรมาจาก เว็บลักษณะนามดี ที่เสนอแนะวิธีทำ หรือจะไปดูข้อมูลได้ที่เว็บของป้าเช็งเองได้เลย ส่วน วีดีโอนั้น ชมได้ที่นี่ครับ
โดยผมจะแนะนำการหมักโดยใช้สูตรของป้าเช็ง แต่มีการพลิกแพลงตามสไตล์ของผมเองครับ เพื่อความสะดวก ความปลอดภัย และได้ผลจริง
อุปกรณ์ที่ใช้
1. ถังพลาสติก 50 ลิตร
2. ถุงพลาสติกขนาดใหญ่
3. ขวดโออิชิ หรือขวดพลาสติกชนิดใดก็ได้ที่หนา ๆ หน่อย
4. หนังยาง
ส่วนผสม
1. น้ำตาลทรายแดงป่น หรือที่เรียกว่าโอทึ้ง หรือฝรั่งเรียก browns sugar ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าน้ำตาลทั่วไป 1 ส่วน (5ลิตร)
2. ผลไม้ 3 ส่วน (15ลิตร) (ผลไม้ได้แก่ มะขามป้อม ลูกยอ บอระเพ็ด สมอ ลิ้นจี่ ลำใย) หรือผลไม้อื่น ๆ ที่มีตามฤดูกาล
3. น้ำบริสุทธิ์ไม่มีคลอรีน 5 ส่วน (25 ลิตร)
วิธีหมัก
1. ผสมน้ำและน้ำตาลทรายแดงป่นตามส่วนข้างต้น ละลายเข้าด้วยกัน
2. นำผลไม้ล้างน้ำสะอาดและผึ่งให้แห้งสนิท (ห้ามโดนแดดจัด) เสร็จแล้วหั่นผลไม้ ให้ได้ขนาดที่พอเหมาะ ส่วนสมอและมะขามป้อมให้ใช้ทั้งลูกได้เลย
3. นำถุงมารองในถังหมัก 2 ชั้น แล้วเทน้ำตาลทรายที่ผสมน้ำแล้ว และผลไม้ตามส่วนเข้าด้วยกัน แล้วมัดถุง ตามรูป
4. กดผลไม้ให้จมทุกวัน เพื่อกันส่วนบนขึ้นรา เป็นเวลา 1 เดือน แล้วต่อไปให้กดเดือนละครั้ง ก็พอ ต่อไปผลไม้จะจม และจะเกิดน้ำพลาสมา คือน้ำใส
5. เมื่อเกิดฝ้าขาวนิ่งแล้วจึงปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ ซึ่งส่วนนี้จะกลายเป็นวุ้นในโอกาสต่อไป (ฝ้าขาวไม่มีโทษ ฝ้าดำมีโทษ)
6. เมื่อหมักผลไม้ทุกอย่างครบ 6 เดือนแล้ว ให้ดูดน้ำผลไม้มากหมักรวมกันอีกเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 1 ปี จึงนำมาบริโภคได้ ส่วนถังเก่าก็ให้เติมน้ำและน้ำตาลตามสูตร และหมักเหมือนเดิมต่อไป สามารถเติมได้เรื่อย ๆ
คำแนะนำเพิ่มเติม
1. ถังที่ใช้ จะเป็นถังชนิดใดก็ได้ แต่ต้องมีถุงพลาสติกสำหรับใส่อาหาร รองข้างใน 2 ชั้น เพื่อ
1.1 ป้องกันหนอนเข้า
1.2 ป้องกันน้ำหมักกัดถัง
1.3 สามารถมัดปากถุงคล้าย ๆ กับแอร์ล็อคที่ใช้ในการบ่มไวน์ได้ (ดูรูปประกอบ)
2. ถ้าจะใช้ถังหมักโดยไม่มีพลาสติกรอง ต้องเป็นถังที่บรรจุอาหารบริโภคได้เท่านั้นสังเกตุที่สัญลักษณ์ เลข 5 มี สามเหลี่ยม ล้อมรูป หรือ สังเกตุ สัญลักษณ์ PP หรือHDPE หรือดูที่ถังที่กำกับว่าใช้บรรจุอาหารบริโภคได้ ส่วนถังบรรจุของทั่วไปห้ามนำมาหมัก เพราะน้ำหมักจะเป็นกรดจะไปกัดเม็ดพลาสติกและเม็ดสีจะละลายออกมา ทำให้เป็นโทษกับผู้บริโภคได้ ถ้าให้ดีที่สุดควรจะเป็น PP สัญลักษณ์เบอร์ 5 เท่านั้น เพราะกรรมวิธีในการผลิตนี้ได้มาตรฐานเดียวกับขวดนมที่ใช้ชงให้ทารกดื่ม
3.สูตรการหมักนั้นมีหลายสูตร ถ้าเป็นห่วงเรื่องเชื้อโรคหรือเชื้อราปนเปื้อนผมขอแนะนำ สูตรนี้ดีกว่าคือ หมัก กับน้ำตาลก่อน 5 ชั้น เป็นเวลา 15 วัน
3.1 ตัวอย่างเป็นบอระเพ็ด ก็ให้หั่นบอระเพ็ดเป็นชิ้นใหญ่ ๆ แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วนำไปผึ่งตามแดดสัก 2-3 ชม. เพื่อให้แห้งสนิท เสร็จแล้วให้นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ว ใส่ลงถัง(ซึ่งมีพลาสติกรองอยู่แล้ว:ต่อไปจะไม่บอกเรื่องพลาสติกรองก็เป็นอันรู้กัน)
นำบอระเพ็ดใส่ลงถังโดยแบ่งเป็น 5 ชั้น ระหว่างชั้นก็ให้ใส่น้ำตาล 1 กก. แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน ใส่บอระเพ็ดกับน้ำตาลสลับกันไปจนครบ 5 ชั้น จะหมดน้ำตาล 5 กก.พอดี วิธีนี้จะเป็นการกำจัดเชื้อราและจุลินทรีย์ที่เป็นโทษได้ดีเพราะมันทนน้ำตาลเข้มข้นไม่ได้ และจะเห็นน้ำจากบอระเพ็ดเริ่มซึมออกมาเอง(ปล่อยไว้ 15 วัน โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น สบายโก๋!) จากนั้นให้เทน้ำตามส่วนลงไป แล้วกดบอระเพ็ดให้จมทุกวัน คือทำตามสูตรเดิมต่อไป ทีแรกที่ผมลองทำสูตรนี้เพราะผมคิดว่าบอระเพ็ดเป็นยาอยู่แล้ว ไม่จำเป็น ต้องใช้จุลินทรีย์มาช่วยหมัก จึงกล้าลอง แต่เมื่อทำจริง ๆ แล้ว กลับได้ผลดีเกินคาดคิด เพราะยังมีจุลินทรีย์ หลงเหลือมาหมักอยู่ และเป็นจุลินทรีย์ที่ดีด้วย โดยสังเกตุว่า เมื่อหมักไปเป็นเวลา 3 เดือน จะมีรสเปรี้ยวเพิ่มขึ้นมา และจะไม่มีฝ้าขาวเกาะอยู่ที่ ผิวหน้าเลย บอระเพ็ดจะจมลงก้นถัง และเกิดน้ำใส(พลาสมา) สีสวย ๆ อันนี้ชอบมาก ใครเห็นก็เกิดศรัทธา ซึ่งแสดงว่าสามารถนำมาบริโภคได้แล้ว ซึ่งกระบวนการหมักให้ เกิดน้ำใสจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ยิ่งหมักนาน ยิ่งใสขึ้น และยิ่งดีขึ้น
แต่สูตรที่เค้าใช้ทั่วไปคือ นำบอระเพ็ดมาล้างแล้วผึ่งให้แห้งในที่ร่ม(เค้าบอกว่าถ้าผึ่งแดดแล้วจุลินทรีย์จะตาย) แล้วเติมน้ำและน้ำตาลผสมลงไปทีเดียวเลย ผลออกมา คือเกิดฝ้าขาว ซึ่งยังไม่ควรนำมาบริโภค แม้จะหมักเป็นเวลา 3 เดือน แล้วก็ตาม อาจต้องรอเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลของการหมักแต่ละครั้งอาจจะ ไม่เหมือนกันก็ได้ และความเห็นแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมแล้ว ผมจะสังเกตุว่าน้ำทานได้หรือไม่ได้ตรงที่
1. ไม่มีหนอนในถุงพลาสติก อาจจะมีนอกถุงบ้างไม่เป็นไร
2. เป็นน้ำใส (พลาสมา)
3. ผลไม้จมก้นถัง
4. ยอมให้มีฝ้าขาวได้นิดหน่อยเท่านั้น
5. หมัก 3 เดือนขึ้นไป
3.2 ตัวอย่างกล้วย ผมจะหั่นเป็นแว่น ๆ (บางทีก็ใส่ทั้งลูก) แล้วนำมาหมักในถัง และทำเหมือนบอระเพ็ด เพียงแต่ไม่ต้องนำมาตากแดด เพราะกล้วยมีเปลือกกันเชื้อโรคอยู่แล้ว เมื่อทำแล้วก็ได้ผลดี เหมือนบอระเพ็ดคือ กล้วยจะจมและไม่มีฝ้าขาวเกาะที่ผิวหน้าเลย หมักประมาณ 3 เดือน จะเป็นน้ำใส(พลาสมา) สีทองอำพัน น่าศรัทธามาก แต่ต้องเลือกใช้น้ำตาลทรายแดงป่น ที่มีสีอ่อน ๆ ด้วย
3.3 ยกตัวอย่างสมอและมะขามป้อม ถ้ามีแต่ลูกดี ๆ ก็ทำตามสูตรไปเลยไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีลูกออกช้ำ ๆ คล้าย ๆ จะเสียแต่ยังไม่เสีย ผมก็ใช้วิธี นำน้ำหมักที่หมักได้ที่แล้วโดยเลือกที่มีความเปรี้ยวมาก ๆ เช่นน้ำหมักจากกล้วย นำมาหมักหมักกับมะขามป้อมเลย ไม่ต้องเติมน้ำตาลและน้ำ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ
สาเหตุที่ผลไม้ลอยคือ ยังมีการหมักอยู่ซึ่งในขั้นตอนการหมักที่เปลี่ยนน้ำตาล
เป็นแอลกอฮอลล์นั้น จะมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาด้วย
จึงมีส่วนดันผลไม้ให้ลอย และน้ำจะไม่ใส
แต่เมื่อไม่มีการหมักในขั้นนี้แล้วจะไม่มีก๊าซคาร์บอนออกมา น้ำจะใส
ตามสูตรต้องใช้น้ำตาลทรายแดงป่นเท่านั้น แต่ผมใช้ผสมกัน
การหมักนี้เราใช้จุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ซึ่งมันจะมีการหมักที่หลากหลายมาก
ตามคุณสมบัติของจุลินทรีย์แต่ละตัว ดังนั้นการหมักในแต่ละครั้ง
จะได้ผลไม่เหมือนกัน
ผมลองทานดูแล้วรสชาดขมมากครับ
เค้าว่ามันช่วยปรับสมดุลย์ในร่างกาย
กำจัดเซลล์ที่เสีย ช่วยเสริมสร้างเซลล์ใหม่ให้แข็งแรง
และมีประโยชน์อีกมากมาย ผมก็ทานไปยังงั้นแหละครับ
เพราะผมทานนมบัวหิมะธิเบตอยู่แล้ว ซึ่งก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
มีภูมิต้านทานสูงอยู่แล้ว ซึ่งผมก็ไม่เป็นหวัดเลย แม้จะตากฝนบ้างและ
อยู่ใกล้คนที่เป็นหวัดบ้าง
แต่ผมก็คิดว่า ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไร และผมก็ทานด้วย วันละ 1 ช้อนโต๊ะ
อย่างน้อยก็เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้แ่ก่ช้าตายยากครับ
ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ คงต้องดูในระยะยาวครับ
แต่ขอรับรองในเรื่องความปลอดภัยว่า ทานเข้าไปแล้ว
ไม่มีความผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ถ้าำทำถูกวิธีครับ
แต่ผลที่เห็นชัดคือ ทานอาหารอร่อยดีครับ


















































Best Blogger Tips