ไข่ดองน้ำส้มสายชูหมัก

ยาอมตะชุด 1 รักษา เบาหวาน ความดัน หัวใจ เก๊าท์ อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดข้อ ไหล่ติด หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาด สร้างภูมิต้านทาน ใบหน้าอ่อนวัย ไม่มีสิว

นมบัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์

สรรพคุณ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยให้ตับ ม้ามแข็งแรง รักษากระเพาะ และลำไส้ รักษาอาการภูมิแพ้ แพ้อากาศ ทำให้ความดันเป็นปกติ ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง ช่วยละลายนิ่ว อุดมด้วยแคลเซียม ตามธรรมชาติ ฯลฯ

น้ำหมัก ผัก ผลไม้ สมุนไพร เพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของเอนไซม์ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง โดยน้ำหมักจะช่วยให้เซล์ต่าง ๆ แข็งแรง มีอายุยืน และให้พลังงานในการกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติทันที ไม่ปล่อยให้ลุกลามเป็นเนื้อร้าย ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ลดคลอเลสเตอรอล ฯลฯ

น้ำชาหมักเพื่อสุขภาพ คอมบูชา

ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ลดอาการปวดศีรษะไมเกรน และโรคข้ออักเสบ ลดอาการผิดปกติของภาวะเมตาบอลิซึม ลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ เบาหวาน โรคเครียดและมะเร็ง ยับยั้งเชื้อที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด

สมุนไพรปราบมะเร็ง

รวบรวมสมุนไพรไทยที่พิฆาตมะเร็งได้จริง และสามารถปลูกเองได้ง่าย ๆ

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มาทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับบริโภค สูตรป้าเช็งกันเถอะ


สวัสดีครับ หลังจากหายหน้าไปเป็นเดือน วันนี้ผมขอชวนท่านผู้อ่าน มาทำน้ำหมักชีวภาพ สำหรับบริโภค สูตรป้าเช็งกันครับ โดยผมได้สูตรมาจาก เว็บลักษณะนามดี ที่เสนอแนะวิธีทำ หรือจะไปดูข้อมูลได้ที่เว็บของป้าเช็งเองได้เลย ส่วน วีดีโอนั้น ชมได้ที่นี่ครับ

วิดีโอสอนการทำน้ำหมักของป้าเช็ง

โดยผมจะแนะนำการหมักโดยใช้สูตรของป้าเช็ง แต่มีการพลิกแพลงตามสไตล์ของผมเองครับ เพื่อความสะดวก ความปลอดภัย และได้ผลจริง

อุปกรณ์ที่ใช้
1. ถังพลาสติก 50 ลิตร
2. ถุงพลาสติกขนาดใหญ่
3. ขวดโออิชิ หรือขวดพลาสติกชนิดใดก็ได้ที่หนา ๆ หน่อย
4. หนังยาง

ส่วนผสม
1. น้ำตาลทรายแดงป่น หรือที่เรียกว่าโอทึ้ง หรือฝรั่งเรียก browns sugar  ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าน้ำตาลทั่วไป 1 ส่วน (5ลิตร)
2. ผลไม้ 3 ส่วน (15ลิตร) (ผลไม้ได้แก่ มะขามป้อม ลูกยอ บอระเพ็ด สมอ ลิ้นจี่ ลำใย) หรือผลไม้อื่น ๆ ที่มีตามฤดูกาล
3. น้ำบริสุทธิ์ไม่มีคลอรีน 5 ส่วน (25 ลิตร)

วิธีหมัก
1. ผสมน้ำและน้ำตาลทรายแดงป่นตามส่วนข้างต้น ละลายเข้าด้วยกัน
2. นำผลไม้ล้างน้ำสะอาดและผึ่งให้แห้งสนิท (ห้ามโดนแดดจัด) เสร็จแล้วหั่นผลไม้ ให้ได้ขนาดที่พอเหมาะ ส่วนสมอและมะขามป้อมให้ใช้ทั้งลูกได้เลย
3. นำถุงมารองในถังหมัก 2 ชั้น แล้วเทน้ำตาลทรายที่ผสมน้ำแล้ว และผลไม้ตามส่วนเข้าด้วยกัน แล้วมัดถุง ตามรูป
4. กดผลไม้ให้จมทุกวัน เพื่อกันส่วนบนขึ้นรา เป็นเวลา 1 เดือน แล้วต่อไปให้กดเดือนละครั้ง ก็พอ ต่อไปผลไม้จะจม และจะเกิดน้ำพลาสมา คือน้ำใส
5. เมื่อเกิดฝ้าขาวนิ่งแล้วจึงปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ ซึ่งส่วนนี้จะกลายเป็นวุ้นในโอกาสต่อไป (ฝ้าขาวไม่มีโทษ ฝ้าดำมีโทษ)
6. เมื่อหมักผลไม้ทุกอย่างครบ 6 เดือนแล้ว ให้ดูดน้ำผลไม้มากหมักรวมกันอีกเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 1 ปี จึงนำมาบริโภคได้ ส่วนถังเก่าก็ให้เติมน้ำและน้ำตาลตามสูตร และหมักเหมือนเดิมต่อไป สามารถเติมได้เรื่อย ๆ

คำแนะนำเพิ่มเติม

1. ถังที่ใช้ จะเป็นถังชนิดใดก็ได้ แต่ต้องมีถุงพลาสติกสำหรับใส่อาหาร รองข้างใน 2 ชั้น เพื่อ
1.1 ป้องกันหนอนเข้า
1.2 ป้องกันน้ำหมักกัดถัง
1.3 สามารถมัดปากถุงคล้าย ๆ กับแอร์ล็อคที่ใช้ในการบ่มไวน์ได้ (ดูรูปประกอบ)

2. ถ้าจะใช้ถังหมักโดยไม่มีพลาสติกรอง ต้องเป็นถังที่บรรจุอาหารบริโภคได้เท่านั้นสังเกตุที่สัญลักษณ์ เลข 5 มี สามเหลี่ยม ล้อมรูป หรือ สังเกตุ สัญลักษณ์ PP หรือHDPE  หรือดูที่ถังที่กำกับว่าใช้บรรจุอาหารบริโภคได้ ส่วนถังบรรจุของทั่วไปห้ามนำมาหมัก เพราะน้ำหมักจะเป็นกรดจะไปกัดเม็ดพลาสติกและเม็ดสีจะละลายออกมา ทำให้เป็นโทษกับผู้บริโภคได้ ถ้าให้ดีที่สุดควรจะเป็น PP สัญลักษณ์เบอร์ 5 เท่านั้น เพราะกรรมวิธีในการผลิตนี้ได้มาตรฐานเดียวกับขวดนมที่ใช้ชงให้ทารกดื่ม


3.สูตรการหมักนั้นมีหลายสูตร ถ้าเป็นห่วงเรื่องเชื้อโรคหรือเชื้อราปนเปื้อนผมขอแนะนำ สูตรนี้ดีกว่าคือ หมัก กับน้ำตาลก่อน 5 ชั้น เป็นเวลา 15 วัน

3.1 ตัวอย่างเป็นบอระเพ็ด ก็ให้หั่นบอระเพ็ดเป็นชิ้นใหญ่ ๆ แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วนำไปผึ่งตามแดดสัก 2-3 ชม. เพื่อให้แห้งสนิท เสร็จแล้วให้นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ว ใส่ลงถัง(ซึ่งมีพลาสติกรองอยู่แล้ว:ต่อไปจะไม่บอกเรื่องพลาสติกรองก็เป็นอันรู้กัน)
นำบอระเพ็ดใส่ลงถังโดยแบ่งเป็น 5 ชั้น ระหว่างชั้นก็ให้ใส่น้ำตาล 1 กก. แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน  ใส่บอระเพ็ดกับน้ำตาลสลับกันไปจนครบ 5 ชั้น จะหมดน้ำตาล 5 กก.พอดี วิธีนี้จะเป็นการกำจัดเชื้อราและจุลินทรีย์ที่เป็นโทษได้ดีเพราะมันทนน้ำตาลเข้มข้นไม่ได้ และจะเห็นน้ำจากบอระเพ็ดเริ่มซึมออกมาเอง(ปล่อยไว้ 15 วัน โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น สบายโก๋!) จากนั้นให้เทน้ำตามส่วนลงไป แล้วกดบอระเพ็ดให้จมทุกวัน คือทำตามสูตรเดิมต่อไป ทีแรกที่ผมลองทำสูตรนี้เพราะผมคิดว่าบอระเพ็ดเป็นยาอยู่แล้ว ไม่จำเป็น ต้องใช้จุลินทรีย์มาช่วยหมัก จึงกล้าลอง แต่เมื่อทำจริง ๆ แล้ว กลับได้ผลดีเกินคาดคิด เพราะยังมีจุลินทรีย์ หลงเหลือมาหมักอยู่ และเป็นจุลินทรีย์ที่ดีด้วย โดยสังเกตุว่า เมื่อหมักไปเป็นเวลา 3 เดือน จะมีรสเปรี้ยวเพิ่มขึ้นมา และจะไม่มีฝ้าขาวเกาะอยู่ที่ ผิวหน้าเลย บอระเพ็ดจะจมลงก้นถัง และเกิดน้ำใส(พลาสมา) สีสวย ๆ อันนี้ชอบมาก ใครเห็นก็เกิดศรัทธา ซึ่งแสดงว่าสามารถนำมาบริโภคได้แล้ว ซึ่งกระบวนการหมักให้ เกิดน้ำใสจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ยิ่งหมักนาน ยิ่งใสขึ้น และยิ่งดีขึ้น

แต่สูตรที่เค้าใช้ทั่วไปคือ นำบอระเพ็ดมาล้างแล้วผึ่งให้แห้งในที่ร่ม(เค้าบอกว่าถ้าผึ่งแดดแล้วจุลินทรีย์จะตาย) แล้วเติมน้ำและน้ำตาลผสมลงไปทีเดียวเลย ผลออกมา คือเกิดฝ้าขาว ซึ่งยังไม่ควรนำมาบริโภค แม้จะหมักเป็นเวลา 3 เดือน แล้วก็ตาม  อาจต้องรอเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลของการหมักแต่ละครั้งอาจจะ ไม่เหมือนกันก็ได้ และความเห็นแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมแล้ว ผมจะสังเกตุว่าน้ำทานได้หรือไม่ได้ตรงที่
1. ไม่มีหนอนในถุงพลาสติก อาจจะมีนอกถุงบ้างไม่เป็นไร
2. เป็นน้ำใส (พลาสมา)
3. ผลไม้จมก้นถัง
4. ยอมให้มีฝ้าขาวได้นิดหน่อยเท่านั้น
5. หมัก 3 เดือนขึ้นไป

3.2 ตัวอย่างกล้วย ผมจะหั่นเป็นแว่น ๆ (บางทีก็ใส่ทั้งลูก) แล้วนำมาหมักในถัง และทำเหมือนบอระเพ็ด เพียงแต่ไม่ต้องนำมาตากแดด เพราะกล้วยมีเปลือกกันเชื้อโรคอยู่แล้ว เมื่อทำแล้วก็ได้ผลดี เหมือนบอระเพ็ดคือ กล้วยจะจมและไม่มีฝ้าขาวเกาะที่ผิวหน้าเลย หมักประมาณ 3 เดือน จะเป็นน้ำใส(พลาสมา) สีทองอำพัน น่าศรัทธามาก แต่ต้องเลือกใช้น้ำตาลทรายแดงป่น  ที่มีสีอ่อน ๆ ด้วย

3.3 ยกตัวอย่างสมอและมะขามป้อม ถ้ามีแต่ลูกดี ๆ ก็ทำตามสูตรไปเลยไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีลูกออกช้ำ ๆ คล้าย ๆ จะเสียแต่ยังไม่เสีย ผมก็ใช้วิธี นำน้ำหมักที่หมักได้ที่แล้วโดยเลือกที่มีความเปรี้ยวมาก ๆ เช่นน้ำหมักจากกล้วย นำมาหมักหมักกับมะขามป้อมเลย ไม่ต้องเติมน้ำตาลและน้ำ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ



ของหมักสมุนไพร ที่ต้องหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ มี บอระเพ็ด  ลูกยอ  กล้วย
ที่ใส่ทั้งลูกคือ สมอ มะขามป้อม




ถุงใหญ่คือน้ำตาลทรายแดงป่น หรือโอทึ้ง
ถุงล่างคือน้ำตาลทรายแดงธรรมดา
ถ้าอยากให้ผลไม้จมก้นถังไว ต้องใช้นำตาลทรายแดงป่น
ถ้าใช้น้ำตาลทรายแดงธรรมดา ผลไม้มักจะลอยอยู่นานกว่า
สาเหตุที่ผลไม้ลอยคือ ยังมีการหมักอยู่ซึ่งในขั้นตอนการหมักที่เปลี่ยนน้ำตาล
เป็นแอลกอฮอลล์นั้น จะมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาด้วย
จึงมีส่วนดันผลไม้ให้ลอย และน้ำจะไม่ใส 
แต่เมื่อไม่มีการหมักในขั้นนี้แล้วจะไม่มีก๊าซคาร์บอนออกมา น้ำจะใส
ตามสูตรต้องใช้น้ำตาลทรายแดงป่นเท่านั้น แต่ผมใช้ผสมกัน
เพื่อให้น้ำออกมาสีสวยและประหยัดนิดหน่อย
การหมักนี้เราใช้จุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ซึ่งมันจะมีการหมักที่หลากหลายมาก
ตามคุณสมบัติของจุลินทรีย์แต่ละตัว ดังนั้นการหมักในแต่ละครั้ง
จะได้ผลไม่เหมือนกัน






เทคนิคการมัดถุง เพื่อให้อากาศเข้าออกได้ แต่หนอนเข้าไม่ได้
โดยใช้ขวดพลาสติกหนา ๆ เช่นขวดชาเขียว ตัดเอาแต่ส่วนบน
วางผ้าขาวบนปากขวด แล้วเอาสำลียัดลงไป แล้วเอาผ้าขาวปิดทับอีกทีหนึ่ง
เสร็จแล้วจึงมัดด้วยหนังยาง




ถังหมักครับ






เทคนิคการถ่ายน้ำหมักออกจากถัง ควรใช้สายยางดูดแบบกาลักน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำขุ่น
 และป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อน
ถ้าหากว่ามีผลไม้ลอยอยู่อาจจำเป็นต้องใช้  ตะแกรงพลาสติกเล็ก ๆ นำร่องลงไปก่อน
เพื่อกันไม่ให้ผลไม้มาอุดตันสายยาง




ภาพในถังหมักกล้วย



น้ำหมักจากกล้วย




ถังหมักลูกยอ

น้ำหมักจากลูกยอ



ภาพในถังหมักลูกสมอ

น้ำหมักจากลูกสมอ






ภาพนี้ไม่ใช่สุรานะครับ แต่เป็น น้ำหมักสูตรป้าเช็ง
ที่ผมหมักเอง โดยอายุผลไม้ต่าง ๆ ก็เฉลี่ย  6 เดือน - 1 ปีครับ
โดยหมักจาก กล้วย บอระเพ็ด ลูกยอ สมอ มะขามป้อม ครับ

ผมลองทานดูแล้วรสชาดขมมากครับ
เค้าว่ามันช่วยปรับสมดุลย์ในร่างกาย
กำจัดเซลล์ที่เสีย ช่วยเสริมสร้างเซลล์ใหม่ให้แข็งแรง
และมีประโยชน์อีกมากมาย ผมก็ทานไปยังงั้นแหละครับ
เพราะผมทานนมบัวหิมะธิเบตอยู่แล้ว ซึ่งก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง 
มีภูมิต้านทานสูงอยู่แล้ว ซึ่งผมก็ไม่เป็นหวัดเลย แม้จะตากฝนบ้างและ
อยู่ใกล้คนที่เป็นหวัดบ้าง

แต่ผมก็คิดว่า ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไร และผมก็ทานด้วย วันละ 1 ช้อนโต๊ะ
อย่างน้อยก็เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้แ่ก่ช้าตายยากครับ
ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ คงต้องดูในระยะยาวครับ

แต่ขอรับรองในเรื่องความปลอดภัยว่า ทานเข้าไปแล้ว
ไม่มีความผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ถ้าำทำถูกวิธีครับ
แต่ผลที่เห็นชัดคือ ทานอาหารอร่อยดีครับ

----------------------------------------------------------------------

หลังจากที่ผมเขียนบทความนี้ ผมได้แจกจ่ายน้ำหมักป้าเช็งนี้ให้กับคนใกล้ชิดทานซึ่งส่วนมากเป็นผู้มีอายุ 40 ขึ้นไป ก็รู้สึกว่า ส่วนใหญ่จะชอบและบอกว่าดีทั้งนั้น ถ้าเป็นสูตรอื่นก็มักไม่ชอบกันเท่าไหร่ รู้สึกว่าสูตรนี้เป็นที่นิยมมาก  และที่เห็นได้คือ มีเรี่ยวมีแรงขึ้น พุงเริ่มยุบ ทานอาหารอร่อย 


วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น



มาทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น 
โดยกรรมวิธีแบบธรรมชาติล้วน ๆ กันเถอะ

หลังจากที่ได้ทำน้ำหมักมาพอสมควรแล้ว ช่วงนี้จึงเปลี่ยนมาทำน้ำมันมะพร้าว แบบสกัดเย็น ดูบ้าง
ผมที่ได้อ่านข้อมูลที่  ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา บรรยายถึงสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวแล้ว รู้สึกว่ามีประโยชน์มากจริง ๆ วันนี้ได้โอกาสดี ผมจึงลองทำมะพร้าวอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรกนั้น ได้ทำสำเร็จมาแล้ว แต่ยังไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่  โดยกรรมวิธีนั้นผมได้หาอ่านในเน็ตนี่แหละครับ
ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมพึ่งทำครั้งที่สอง และที่ต้องการนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้สนใจทำเท่านั้น ไม่ขอรับรองว่ากรรมวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ขอยืนยันว่าเป็นวิธีสะดวกและง่าย และต้องการนำเสนอเพื่อให้เป็นอุทาธรณ์ จึงบอกทั้งกรรมวิธีที่ถูกและผิดครับ

ก่อนอื่นมาดูสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวกันก่อน มีอะไรกันบ้าง

1. ช่วยลดอนุมูลอิสระที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของไขมันในร่างกายโดยเฉพาะ
ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งและไขมันอุดตันรวมถึงโรคหัวใจซึ่งต่างจากการต้านอนุมูลอิสระของน้ำหมักจากผลไม้
2. ช่วย ตับ ไต ต่อมลูกหมาก ไทรอยด์ ให้ทำหน้าที่เป็นปกติ
3. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน
4. เพิ่มไขมันชนิดดี HDL และลดไขมันชนิดเลว HDL
5. มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
6. มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่ก่อโรค แต่ไม่ทำลายเชื้อที่ดีในลำไส้
7. ช่วยส่งเสริมให้เอนไซม์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. นำไปทำออยล์พูลลิ่งได้
9. นำไปชโลมผิวพรรณให้ชุ่มชื้น
10. มีวิตามินอีสูง ช่วยป้องกันรักษาฝ้า และนำไปใช้เป็นยากันแดดได้
ฯลฯ


ตารางเปรียบเทียบน้ำมันชนิดต่าง ๆ



มาเริ่มทำน้ำมันมะพร้าวกันเลยดีกว่าครับ





1. เมื่อได้กะทิมาแล้ว ให้คั้นกับน้ำอุ่นในอัตรา 1:1 โดยคั้นน้ำเดียวพอถ้าจะให้ดีควรเลือก มะพร้าวที่แก่จัด แต่ห้ามมีจาว จะได้น้ำมันเยอะ
ผมซื้อกะทิมา 6 โล ราคา 300 บาท
เมื่อได้น้ำกะทิมาแล้วผมได้นำมาใส่โหลแก้ว ปิดฝาด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ตั้งทิ้งไว้ ปล่อยให้กะทิแยกชั้นเอง




2. เมื่อตั้งไว้ครบ 12 ชม. แล้ว สังเกตุดู น้ำจะแยกเป็น 2 ชั้น







3. ผมได้สูตรแรกมา
เค้าบอกว่าให้ตั้งทิ้งไว้ 36 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำแยก เป็น 3 ชั้น
แล้วให้ดูดน้ำชั้นล่างอออก แล้วตักชั้นไขมันด้านบนทิ้งไป
ที่เหลือชั้นกลางจะเป็นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น
ผมจึงทำตามสูตร
และผมได้ปิดโหลด้วยฝาหม้อ






4. หลังจากปิดปากโหลด้วยฝาหม้อ แล้วปล่อยให้ทิ้งไว้ 3-4 ชม. มาดูอีกที ได้เรื่องเลยเลยครับ พอดีวันนั้นอากาศร้อนมาก กะทิชั้บนจึงขยายตัว คล้าย ๆ กับเดือด จึงต้องเอาฝาออก (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าทำหน้าร้อนไม่ควรปิดฝาครับ)







5. เอาฝาออกแล้วพอดีดูข้อมูลในเน็ตเพิ่มเติม เค้าบอกว่าอย่าให้โดนแดดเพราะจุลินทรีย์จะตาย เลยรีบแจ้นหากระดาษหนังสือพิมพ์มาคลุม






6. เมื่อตั้งทิ้งไว้จนครบ 36 ชม. จึงเปิดออกดู
เศร้าใจมาก น้ำมันแยกเป็น 3 ชั้นจริงอยู่ แต่ชั้นของน้ำมันน้อยมาก ๆ
จึงจำใจต้องทำตามขั้นตอนต่อไป คือดูดน้ำที่อยู่ด้านล่างออก
แล้วค่อย ๆ ตักกะทิชั้นบนออก ต้องตักด้วยความใจเย็นมาก
แล้วจึงตามด้วยการตักตักน้ำมันออกมา
ผมตักน้ำมันมาได้แค่ 1 แก้วเท่านั้นเอง
   ทำไงดีล่ะ คิดอยู่ในใจ  ถามกูเกิ้ลดีกว่า
(ในภาพนี้ผมดูดน้ำชั้นล่างออกแล้ว เหลือแต่ชั้นของน้ำมันกับกะทิ)






7. ค้นข้อมูลดูหลาย ๆ ที่ จนตาลาย จึงตัดสินใจทำตามสูตรนี้ดีกว่า เพราะเห็นคนเข้ามาดูกันเยอะมาก
ลิ้งค์ครับ


เมื่อได้สูตรใหม่แล้ว ผมจึงนำกะทิที่อยู่ชั้นบนสุด(รูปที่แล้ว) มัดใส่ถุงพลาสติก ได้ 2 ถุง แล้วนำไปแช่ตู้เย็นช่องธรรมดา 8 ชั่วโมง เมื่อกะทิแข็งดีแล้ว ก็นำมาห่อผ้าแล้วแขวนไว้เป็นเวลา 36 ชม. (ตามรูป)






8.ตามสูตรใหม่นี้บอกว่า ในครึ่งชั่วโมงแรกจะมีน้ำหยดออกมาให้ทิ้งไป ผมตั้งทิ้งไว้ก็ไม่เห็นมีน้ำหยดออกมา สงสัยว่าเป็นเพราะเราดูดน้ำออกไปตั้งแต่ขั้นตอนแรก
แล้วผมก็ต้องร้องเพลงรอต่อไป ในใจก็กังวลว่ามันจะเสียหรือเปล่า และยังสงสัยว่าถ้าไม่เข้าตู้เย็นก่อนจะเป็นอะไรมั๊ย แต่ก็เอาเถอะทำตามสูตรไปก่อนดีกว่า 
เมื่อตั้งทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชม. (กะทิละลายช้ามาก) ปรากฎว่า แอ่น ! แอ๊น ! น้ำมันเริ่มหยด ออกมาแล้วครับ หยดออกมาเรื่อย ๆ ประมาณ 1 หยด ต่อ 2 วินาที







9.ผมตั้งทิ้งไว้จนครบเวลา 36 ชม. จนมันหยดช้ามาก (แต่ก็ยังหยดอยู่ ประมาณ นาทีละหยด) ผมจึงมาเทใส่เหยือกแล้วตั้งทิ้งไว้สัก 2 ชม. (ตามสูตรบอกว่าแค่ครึ่งชม.ก็พอ) จะสังเกตเห็นน้ำมะพร้าวกับน้ำแยกจากกัน ซึ่งน้ำจะอยู่ด้านล่างและมีไม่กี่หยด ผมจึงค่อย ๆ บรรจงรินน้ำมันออกมาแล้วใช้ผ้าขาวบาง 4 ชั้น กรองใส่เหยือกอีกใบหนึ่ง  ผมทำแบบนี้อยู่ 2 รอบ







10. เมื่อได้น้ำมันที่ใส ดีแล้ว ให้เทใส่ขวด ผมได้ 1 ขวดเฮล์บลูบอยพอดี ขั้นต่อไป(ตามสูตรให้ต้มที่อุณหภูมิ 60 องศาเป็นเวลา 2 ชม.) เพื่อไล่น้ำที่อาจหลงเหลืออยู่ จะเก็บไว้ได้นาน  ไม่เสีย ไม่เหม็นหืน ถ้าทำดี ๆ ก็เก็บได้ถึง 2 ปี
 แต่ผมเห็นว่า ไหน ๆ ก็ทำแบบธรรมชาติ แล้ว ก็เอาให้สุด ๆ ไปเลย ผมจึงตั้งทิ้งไว้กลางแดด ให้ดวงอาทิตย์ต้มให้แทนก็แล้วกัน โดยนำผ้าขาววางบนปากขวดก่อน  แล้วนำสำลียัดลงไป แล้วจึงใช้ผ้าปิดทบมาอีกที แล้วรัดด้วยหนังยาง 
(รูปนี้ข้าน้อยพลาดไปแล้ว ดันโฟกัสด้านหลังเสียได้)







11. เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะเป็นแบบนี้








12. นำไปตั้งกลางแดด 1 วันเต็ม ๆ  วันนี้แดดจัดดีมาก
เมื่อหมดแดดแล้ว ให้นำสำลีเช็ดไอน้ำที่เกาะอยู่ในปากขวด






13. สุดท้าย ก็จะได้น้ำมันมะพร้าว ใสแจ๋วสมใจครับ แต่ก็เกือบไม่สำเร็จซะแล้ว
ผมคิดว่าน้ำมันมะพร้าวที่ทำเองนั้นดีกว่าที่มีขายตามท้องตลาดเสียอีกครับ ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ
1. น้ำมันมีความเบาและมีความหนืดน้อยกว่า ซึ่งเคยอ่านเจอในเน็ตเค้าบอกว่าน้ำมันมะพร้าวที่ดีต้องเบาและไม่หนืดมากเกินไป
2. ซื้อมะพร้าวจากคนที่รู้จัก จึงไว้ใจได้ในเรื่องสารพิษ เพราะได้ข่าวว่า ช่วงนี้มะพร้าวในบ้านเราราคาตก เพราะส่งออกไม่ได้ เจอตีกลับ เนื่องจากตรวจเจอสารในมะพร้าว เพราะเกษตรบางคนแอบฉีดสารเร่งเข้าไปที่ต้นมะพร้าว
3. ประหยัดกว่า 3 เท่า

หวังว่าใครที่เคยประสบปัญหา ทำน้ำมันมะพร้าวแล้วไม่ได้ผล  น่าจะลองทำดูใหม่นะครับ ตามขั้นตอนนี้ ไม่ยากครับ สวัสดี มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือทุกคนนะครับ

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

มาทำน้ำหมักจากมะม่วงกันเถอะ


มาทำน้ำหมักจากมะม่วงกันเถอะ

วันนี้ขอพาผู้อ่านทุกท่านมาชมวิธีทำน้ำหมักจากมะม่วงแบบง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง ซึ่งผมได้รับมะม่วงน้ำดอกไม้ ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง และไม่ใส่ปุ๋ย มาฟรี ๆ
คือเหตุมีอยู่ว่า ผมได้ทำน้ำหมักมาระยะหนึ่งแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่ง คนใกล้ชิด เป็นโรคชัก ชัก 2 วันติดกันเลย ผมก็เลยให้ลองทานน้ำหมัก ผลปรากฎว่า โรคชักก็ไม่กำเริบขึ้น แต่ยังกินยาหมออยู่ และโรคปวดหัวก็หาย และประจำเดือนที่หมดไปแล้วก็กลับมีขึ้นมาได้ และสุขภาพทั่วไปก็รู้สึกดีขึ้น หน้าตาก็แจ่มใสขึ้น เค้าก็ดีใจมาก พอดีที่บ้านเค้ามีสวนมะม่วงน้ำดอกไม้ เลยให้ผมมา

ก่อนอื่น เรามาดูสรรพคุณของมะม่วงน้ำดอกไม้กันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
กรมอนามัยได้มีการวิจัย 10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง ปรากฎว่ามะม่วงน้ำดอกไม้สุกครองอันดับ 1 ตามด้วยมะเขือเทศราชินี ส่วนฝรั่งกลมสาลี่มีวิตามินซีมากสุด

       คุณค่าทางอาหาร ต่อปริมาณ 100 กรัม
พลังงาน      60 Kcal         โปรตีน        0.6 g.
ไขมัน         0.3 g.           คาร์โบไฮเดรต       15.9 g.
ใยอาหาร     0.5 g.           แคลเซี่ยม    10.0 mg.
ฟอสฟอรัส   15.0 g.         ธาตุเหล็ก     0.3 mg.
วิตามินเอ     133.0 IU      วิตามินซี      36.0 mg.

สรรพคุณ
      ดับกระหาย แก้อาการไอ ละลายเสมหะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ขับปัสสาวะ ช่วยให้เลือดลมของสตรีเป็นปกติ
ที่มา

เรามาเริ่มหมักกันเลยดีกว่า

สูตรนี้เป็นสูตรที่ชาวบ้านนิยมใช้นะครับ จะได้น้ำหมักที่เข้มข้นมาก
สัดส่วนคือ คือ น้ำตาล:ผลไม้:น้ำ คือ 1:3:5
กรรมวิธีที่ผมนำเสนอนี้ขอให้ถือว่าแค่แนะนำนะครับ
ส่วนท่านที่จะทำตาม กรุณาปรับปรุงให้เหมาะสมตามความสะดวกครับ


ขั้นตอนที่ 1. นำมะม่วงมาเรียงไว้บนโต๊ะ




2. เอาแป้งเย็นโรยขาโต๊ะ กันมดขึ้น



3. หาผ้ามาคลุม เพื่อบ่มมะม่วงให้สุก สำคัญมาก ไม่อย่างนั้น แมลงจะมาไข่




4. บ่มได้สัก 3-4 วัน มะม่วงสุกพอดี ชุดนี้ผมหมักได้ 2 ถัง (ถัง 50 ลิตร)
มะม่วงที่นำมาหมักนี้ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลงสีสันภายนอกอาจจะไม่สวย
และต้องระวังเรื่องหนอนของแมลงวันที่เจาะมะม่วงครับ
ถ้าเน่าก็ส่งคืนธรรมชาติเขาไป



5. เฉือนมะม่วงทั้งเปลือกใส่ถาด แล้วใช้ช้อนคว้านเอาแต่เนื้อ เปลือกให้เอาทิ้งไป ถ้าทำ 2 คน จะลงตัวพอดี ช่วยกันเฉือน ช่วยกันขูด



6. เม็ดมะม่วง ทำการขูดเนื้อออกให้หมด เอาแต่เนื้อ เมล็ดทิ้งไป


 

7. นำเนื้อใส่ถุงพลาสติกใส ใบใหญ่มาก 2 ชั้น ซ้อนกัน ให้ได้น้ำหนักเนื้อ ประมาณ 12-15 กก. 



 9. น้ำตาลทรายที่ใช้ ผมใช้ น้ำตาลทรายอ้อย(brown sugar หรือโอทึ้ง) ครึ่งถุง คือ 2.5 กก. และน้ำตายทรายแดง 3 กก. ครับ เพื่อไม่ให้สีของน้ำหมักเข้มจนเกินไป

แต่ถ้าต้องการสีอำพันสวย ๆ ก็อาจใช้น้ำตาลทรายแดง 4 กก. น้ำตาลอ้อย 1 กก.ก็ได้ครับ และจากที่ได้ลองหมักมาพบว่า ถ้าใช้น้ำตาลอ้อยอย่างเดียว โดยส่วนมากผลไม้จะจมลงก้นถังทั้งหมด ภายใน 3 เดือน แต่ถ้าใช้น้ำตาลทรายแดง มักจะเหลือผลไม้บางส่วนลอยอยู่ แม้ว่าจะหมักนาน ถึง 3 เดือนแล้วก็ตามที



 
10. นำน้ำสะอาด (ไม่จำเป็นต้องต้ม) มาผสมกับน้ำตาลให้เข้ากัน ในที่นี้ ต้องใช้ น้ำ 5 ส่วน คือ 25-30 ลิตร  ผมกะ ๆ เอา 
ถ้าผู้อ่านใช้น้ำปะปาต้องเปิดฝาตั้งทิ้งไว้ก่อน 2 คืน เพื่อให้คลอรีนละเหย ส่วนผมใช้น้ำจากบ่อแล้วกรองด้วยเครื่องกรองน้ำแอมเวย์




11. ค่อย ๆ ประคองถุงใส่มะม่วงใส่ลงในถัง แล้วเทน้ำตาลที่ผสมน้ำแล้วลงไป





11.เมื่อเทน้ำใส่แล้วจะเห็นมะม่วงลอยอยู่  สีสันน่ากินมาก กลิ่นหอมอีกต่างหาก



  
12. มัดปากถุง อย่าให้แน่นเกินไป และอย่าให้หลวมเกินไป
เพราะถ้าแน่นเกินไป อากาศจะออกไม่ได้  ถ้าหลวมเกินไป อาจมีหนอนเข้าไปได้
และภายใน 15 วัน ต้องคอยกดผลไม้ ให้จมน้ำทุกวัน หลังจากนั้นก็นาน ๆ กดที
เพื่อป้องกันเชื้อรามาเกาะ
ประมาณ 2-3 เดือน ผลไม้จะจมก้นถัง น้ำหมักจะใส เริ่มนำไปบริโภคได้ แต่ถ้าจะให้ดี ต้องหมัก 1 ปี
ถ้าต้องการวุ้นไว ๆ ผมมีสูตรที่พบโดยบังเอิญ คือ ให้เอาน้ำหมักนี้เทลงระหว่างถุงชั้นที่ 1 และ 2 คือให้มีน้ำปริ่ม ๆ อยู่ ประมาณ 1 เดือน จะเกิดวุ้น บางทีก็เกิดหนอนด้วย แต่ไม่เป็นไร เพราะถุงชั้นในเรามัดปากไว้แล้ว หนอนเข้าไม่ได้  ให้เราเอาวุ้นนั้นเทกลับคืนในถังได้ วุ้นจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่มัดปากถุงวุ้นจะขยายไวมาก แต่เสี่ยงต่อการเกิดหนอนครับ





13. ปิดฝา อย่าให้แน่นจนเกินไป เผื่อให้อากาศเข้าออกได้บ้างเล็กน้อย และอย่าลืมเขียนวันที่ทำปิดไว้ด้วยนะครับ

เสร็จแล้วครับ ไม่ยาก
ขอบคุณทุกท่าน ที่ติดตามนะครับ


การนำไปใช้
เมื่อหมักได้ 2-3 เดือน จนผลไม้จมลงแล้วเกิดน้ำใส ให้ดูดน้ำไปบริโภคได้
ส่วนในถังหมักนั้น ให้เติมน้ำตาลทรายผสมน้ำ ในสัดส่วน 1:5 เหมือนเดิม หมัก 3 เดือน เหมือน เดิม คือดูดน้ำ ออกทำได้เรื่อย ๆ จนครบ 2 ปี ต่อไปให้หมักทิ้งไว้ได้ เป็น 10 ปีก็ได้
หรือจะหมักไว้ทีเดียว 1 ปี 2 ปี 6 ปี หรือ 10 ปี ก็ได้ ยิ่งหมักนานยิ่งดี มาก ๆ ๆ ๆ แต่ที่นิยมส่วนมากคือ หมัก 1 ปี
การหมักไว้นาน  ๆ จะคล้าย ๆ กับการบ่มไวน์ โมเลกุลของตัวยาจะเล็กมากสามารถแทรกซึมเข้าสู่เซลล์ได้ดีเยี่ยม  และในน้ำหมักยังมอบพลังงานให้กับเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายทำให้ร่างกายมีกำลัง มีภูมิต้านทาน  และพลังงานนี้ระบบภูมิคุ้มกันยังสามารถนำไปใช้ทำลายเซลล์ที่ผิดปกติก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งได้อีกด้วย
และในน้ำหมักมีกรดน้ำส้ม ที่มีประสิทธิภาพ ในการละลายลิ่มเลือด ไขมัน และหินปูน อีกด้วย
สรุปว่า น้ำหมักนี้ มีส่วนช่วยสารพัดโรคครับ

ปล.
ผมได้ทำการหมักเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555
และได้ลงบล็อกวันนี้  25 เมย. รู้สึกว่า ยีสต์ในถังหมัก ที่ติดมากับมะม่วงตามธรรมชาติเริ่มสำแดงเดชแล้ว แต่ก่อนได้ยินแต่เค้าว่า วันนี้ได้สัมผัสกับตัวเองแล้วครับ มีการส่งเสียงปุด ปุด มีฟองอากาศผุดอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีเวลาพักผ่อนถ้ายีสต์ขยันทำงานอย่างนี้ เดาได้เลยว่า หมักไปนาน ๆ ต้องเปรี้ยวแน่นอน
เพราะยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอลล์ และแบคทีเรียอะซิโตแบคเตอร์จะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นกรดน้ำส้มอีกทีหนึ่ง คิดว่าเมื่อหมักได้ที่แล้ว ผมจะลองนำมาดองไข่แล้วจะนำมารายงานผลให้ทราบอีกทีหนึ่งนะครับ
และถ้ามีเวลา ผมจะมาอัพ ผลของการหมักเรื่อย ๆ นะครับ
ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ สวัสดีครับ


------------------------------------------------------------------------------------------


มาอัพบล็อกครับ
รูปนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2555
ก็หมักได้ประมาณ 2 เดือนครึ่งครับ
สังเกตุน้ำเริ่มใสแล้ว แต่เนื้อมะม่วงประมาณ  20 % เท่านั้นที่ลอยอยู่ ส่วนมากจะจมลงก้นถังกันหมดครับ คิดว่าถ้าใช้น้ำตาลอ้อยทั้งหมดคงจะจมก้นถังหมดแล้วครับ และผมลองชิมดูก็เปรี้ยวดีครับและมีกลิ่นแอลกอฮอล์ด้วย ส่วนรสหวานไม่มีเหลืออยู่แล้วครับ ส่วนน้ำหมักบางส่วนที่คาอยู่ระหว่างถุงชั้น 1 และ 2 นั้น ซึ่งเกิดจากการเทแล้วกระฉอกออกมานั้น  เปรี้ยวมากครับ เปรี้ยวสุด ๆ เท่ากับน้ำส้มสายชูหมักที่ขายตามท้องตลาดเลยครับ



Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Best Blogger TipsBest Blogger Tips